“ปาฏิหาริย์แห่งการให้” เป็นหนังสือ E-book ให้ดาวน์โหลดอ่านฟรี โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
เป็นหนังสือเล่มแรกของปี 2555 ที่ผมได้อ่าน และคิดว่าสั้นกระชับ ตรงประเด็นสำหรับการให้ ในลักษณะของการให้เปล่า ซึ่งในสังคมทุกวันนี้เรากำลังละเลยคุณค่าของการให้โดยมิหวังผลตอบแทน…ตัวอย่าง<ปาฏิหาริย์แห่งการให้ หน้า 28 – พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี>“อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาก่อน แล้วจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์”ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองมาพอสมควร ผมจึงพอรู้ว่าทำไมตนเองจึงมีความสุข เพราะในเล่มท่านว่าไว้ว่า“การให้” เป็นเรื่องที่ใหญ่และสำคัญมากถ้าเราทุกคนเป็น บุคคลแห่งการให้เราจะเป็นคนที่มีความสุขมากแต่ถ้าเราเป็นบุคคลที่คิดจะกอบโกยเราจะเป็นคนที่มีความทุกข์มากหลักของการให้นั้น ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งหายดาวน์โหลด คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ครับ ปาฏิหาริย์แห่งการให้เครดิต http://www.ebooks.in.th คลังหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทย “ในมือคุณ”
สรุปสั้นๆ อาการเกี่ยงงาน: จะทำให้คุณไม่มีการเรียนรู้ และที่สำคัญ “เงินไม่ชอบ”
หากไม่เข้าใจให้อ่านบทอธิบายต่อ…
อาการเกี่ยงงาน เป็นเรื่องของ “ทัศนคติ” และอาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “อคติ” …หากอ่านหมวด Self Development ก็จะทราบว่า การมีอคติจะทำให้คนผู้นั้นไม่มีการเรียนรู้ในเรื่องที่เขามีอคติ หากเขามีอคติต่อวิธีการหาเงินวิธีใด เขาก็จะไม่สามารถทำเงินด้วยวิธีที่เขามีอคติ
อาการเกี่ยงงาน กับ การทำงานอย่างชาญฉลาด สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีลักษณะคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ “วิธีคิด”

อาการเกี่ยงงานคือ ลักษณะของการไม่เต็มใจ ไม่ให้ความร่วมมือ พร่ำบ่น ไม่พัฒนาวิธีการทำงานให้ดีขึ้น ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ ไม่ทำงาน
ส่วนการทำงานอย่างชาญฉลาด จะเป็นการเลือกทำงานด้วยการมีทัศนคติที่ถูกต้อง มีเหตุผลมารองรับ ที่สำคัญคือรู้ตัว รู้ว่าตนกำลังทำด้วยวัตถุประสงค์ใด
อาการเกี่ยงงาน หากเกิดขึ้นบ่อยในงานประจำ ผู้ประเมินผลจากการทำงานมักจะดูออก และง่ายต่อการพิจารณาค่าตอบแทนที่เหมาะสม …ให้พิจารณาคำพูดที่ว่า “สิ่งที่คุณจะได้อย่างชอบธรรม คือสิ่งที่คุณได้ใช้ความพยายามลงมือทำ” เพราะฉะนั้นจงถามตนเองว่า งานที่คุณทำ ควรค่าแก่การจ่ายค่าจ้างในระดับนั้นหรือไม่? ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ก็อย่า “พร่ำบ่น”
อาการเกี่ยงงาน หากไปเกิดขึ้นกับการทำธุรกิจ การประกอบการ อาจนับได้ว่าเป็น “หายนะ” ของการทำงานเลยก็ว่าได้ ผมขอยกตัวอย่างคำพูดของคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ไว้ดังนี้
“ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ
คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล
วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ
เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง
จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้ว
ความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว”

ในมุมมองของผู้ประกอบการ คำพูดดังกล่าวอธิบายไว้อย่างชัดเจน
อาการเกี่ยงงาน เกิดขึ้นได้ไม่เว้นแม้กระทั่งการลงทุน หากคุณไม่เต็มใจที่จะเข้าไปศึกษาธุรกิจว่าเขาทำอะไร มีวิธีในการหารายได้อย่างไร มีหนี้สินมากน้อยขนาดไหน การอ่านงบการเงินย้อนหลัง การพิจารณาตัวเลขทางการเงินที่สำคัญๆ อัตราผลตอบแทนของทรัพย์สินที่ลงทุน ฯลฯ คุณก็ควรให้ “มืออาชีพ” เป็นผู้ดูแลเงินลงทุนของคุณ ดูจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า สำหรับการลงทุน …ผมชอบคำพูดที่ว่า
“หมัดที่คุณต่อยพลาด จะทำให้คุณหมดแรง” : )
เมื่อคุณรู้ผลในทางลบของอาการเกี่ยงงานแล้ว คุณก็ควรบรรจุ “วิธีแก้ไข” อาการดังกล่าว ไว้ในการวางแผนทางการเงินของคุณด้วย
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
เพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ระบบ” ซึ่งมีส่วนช่วยกำหนดทิศทางขององค์กร (อย่างที่ควรจะเป็น) ผู้นำจะต้องสร้างพันธกิจบางอย่างขึ้นมา หลายคนอาจได้ยินคำว่า Commitment หรือเป็นข้อผูกมัด เป็นกติกา หรือแนวความคิดร่วมกัน ในการกำหนดยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการทำงานเป็นทีม…
เราจะสร้างพันธกิจได้ตอนไหน?
บางคนอาจบอกว่าต้องมีทีมงานก่อน อาจไม่ถูกต้องเสมอไป เพราะพันธกิจสามารถเริ่มต้นสร้างในขณะที่ยังไม่มีทีมงานได้ โดยการโปรแกรม “วิธีคิด” อย่างมีระบบเข้าไปในสมอง เรียกง่ายๆว่าต้องมี “จินตนาการ” เพื่อเตรียมตนเองให้พร้อมก่อนที่จะมีทีมงาน
“เมื่อสร้างพันธกิจ : อย่าพยายามลัดขั้นตอน”
การเริ่มต้น จะต้องเริ่มด้วย “ก้าวเด็ก” ก่อนเสมอ การกระโดดข้ามขั้นตอน หรือการลัดขั้นตอน จะทำให้คุณไม่ได้เรียนรู้ “สิ่งที่ควรรู้” และเมื่อคุณไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ คุณก็จะไม่รู้สิ่งที่ควรทำด้วยเช่นกัน
“มีพันธกิจ : ต้องทำไปตามขั้นตอน”
เมื่อคุณนำพิมพ์เขียวของต้นแบบที่คุณเลือกมากางออก และภายหลังจากที่ได้มีการพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว สมมติคุณได้พันธกิจออกมา 5 ขั้นตอนคือ (เทคนิคในการกำหนดพันธกิจ ให้คิดจากผลสู่เหตุ)
5 รายได้ > 4 การสร้างยอด > 3 การจัดองค์กร > 2 การเป็นผู้นำ > 1 ทัศนคติ
คุณทราบว่าก่อนที่คุณจะมีรายได้ (5) จะต้องมีการสร้างยอด (4) ก่อน (ความเป็นไปได้ในการสร้างยอดขาย เช่น การสร้างเครือข่าย การขาย การโฆษณา การประชาสัมพันธ์)
คุณทราบว่าก่อนที่จะสร้างยอดขายได้ (4) จะต้องมีการจัดองค์กร (3) ก่อน (เช่น การคัดเลือกทีมงาน การสอนงานและการพัฒนาบุคลากร)
คุณทราบว่าก่อนที่จะจัดองค์กร (3) จะต้องมีความเป็นผู้นำ (2) ก่อน (ผู้นำคืออะไร และทำไมจึงต้องพัฒนาความเป็นผู้นำ การเปลี่ยนแปลงและการลงมือทำ …มักเป็นคุณสมบัติของผู้นำ)
และก่อนที่จะมีความเป็นผู้นำ (2) สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การมีทัศนคติที่ถูกต้อง (1) (การมีทัศนคติที่ถูกต้อง จะช่วยทำให้เราสามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลได้)
การทำไปตามขั้นตอน จะต้องเริ่มจาก 1 ไป 5 การข้ามไปพัฒนาข้อ 4 หรือข้อ 5 ก่อน อาจทำให้คุณไม่มีความสุข เกิดความล้มเหลวได้ง่าย และไม่ประสบความสำเร็จ
เกี่ยวกับพันธกิจ
ดังที่หลายคนคิดว่าการสร้างพันธกิจ “ต้องมีทีมงานก่อน” นั่นอาจหมายถึงการข้ามขั้นตอนของการมีทัศนคติที่ถูกต้อง และความเป็นผู้นำ ประเด็นนี้ท่านจึงควรใช้ความคิดพิจารณาให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าร่วมสร้างพันธกิจใดๆ ด้วย
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
อาจจะเป็นคำพูดที่เราได้ยินบ่อยที่สุด > “ไม่รู้จะไปชวนใคร” , “ฉันขายไม่เก่ง” , “กลัวเสียเพื่อน” หรือแม้กระทั่ง “ไม่มีเวลา” …สิ่งเหล่านี้คือปัญหาหลักของนักสร้างเครือข่าย ประเด็นคือ หลายคนมีความเข้าใจเครือข่ายอย่างไร ทำไมต้องสร้างเครือข่าย และเราจะได้รับประโยชน์อะไรจากการมีเครือข่าย…
สิ่งที่คน “เข้าใจผิด” มากที่สุดเมื่อพูดถึงเครือข่าย หลายคนคิดไปถึง MLM บางคนบอก MLM แล้วไม่รู้จัก แต่ถ้าบอก Amyway แล้วจะร้องอ๋อ …คำพูดต่อมาก็คือ กูไม่ชอบ มึงไปไกลๆ อย่ามาชวนกู พ่อกูก็ Amyway แม่ข้าก็ Amyway…อะไรทำนองนี้ ในงานพื้นฐานเราแทนลักษณะอาการเหล่านี้ว่าพวกเขา “ปิดใจ” แต่ในทางธุรกิจ คนกลุ่มนี้จะถูกจัดให้เป็นทางเลือกสุดท้าย จนกว่าเขาพร้อมที่จะฟังคุณ (อนึ่ง MLM เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ คนที่ต้องการมีรายได้จากการทำอะไร ไม่ควรมีอคติกับสิ่งนั้น เพราะ “คุณจะไม่มีวันเรียนรู้สิ่งที่คุณมีอคติ”)เครือข่ายคืออะไร?ที่แน่นอน เครือข่ายต้องมี “คน”และเครือข่ายต้องมี “การแลกเปลี่ยน”
วิธีคิดที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเครือข่าย ย่อมนำมาซึ่ง “ความลำพัง”
อย่างไรก็ตามทุกๆคนมี “เครือข่าย” ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เพียงแต่หลายคนไม่ได้นำมาใช้ในวัตถุประสงค์ของงาน หรือการทำเงินเท่านั้นเอง
การรวมกลุ่ม เข้าเป็นสมาชิก เข้าไปแสดงความคิดเห็น นัดทำกิจกรรม การแชร์ความรู้ การเล่าเรื่อง หรือทำอะไรก็ตามให้คนเข้ามารวมกันเป็นกลุ่ม ถือว่าเป็นการสร้างเครือข่ายทั้งสิ้น
ทำไมต้องสร้างเครือข่าย?
ถ้าเราเข้าใจว่าเครือข่ายต้องมี “คน” และมี “การแลกเปลี่ยน” เพราะฉะนั้น การสร้างเครือข่ายได้ดีเท่าไร คนยิ่งมาก ยิ่งมีการแลกเปลี่ยนมากด้วยเช่นกัน และจะทำให้เกิด “พลังทวีคูณ”
พลังทวีคูณ คือ ลักษณะของการแตกออก แพร่กระจาย แพร่สะพัด เป็นกระแส รวมๆเราเรียกมันว่า “โมเมนตัม” ลองจินตนาการ คนที่เล่นฟุตบอลคนเดียว กับคนที่เล่นฟุตบอล 11 คน แบบไหนจะสำเร็จเร็วกว่ากัน แบบไหนจะสำเร็จง่ายกว่ากัน แบบไหนเหนื่อยน้อยกว่ากัน และแบบไหนที่คุณควรเข้าร่วม
เราจะได้รับประโยชน์อะไรจากการสร้างเครือข่าย? (ในแง่ของการเงิน)
หากคุณทำงานเป็นลูกจ้าง คุณสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อหาลูกค้าได้มากขึ้น
หากคุณทำงานเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว คุณสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อหาลูกค้าได้มากขึ้น
หากคุณทำงานเป็นผู้ประกอบการ คุณสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อหาลูกค้าได้มากขึ้น
หากคุณทำงานเป็นนักลงทุน คุณสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อหาลูกค้าได้มากขึ้น

ไม่ว่าคุณจะทำงานแบบไหน การสร้างเครือข่ายช่วยให้คุณหาลูกค้าได้มากขึ้น การสร้างเครือข่ายสามารถแก้ปัญหา “ไม่รู้จะไปชวนใคร” , “ฉันขายไม่เก่ง” , “กลัวเสียเพื่อน” และ “ไม่มีเวลา” ได้ เพราะเมื่อคุณมีเครือข่ายขนาดใหญ่ โอกาสที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ ใช้ หรือขอรับบริการ ย่อมมีมากกว่าคนที่อยู่ “เพียงลำพัง” …จริงไม๊
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
ต่อให้คุณไม่เก่ง แต่ถ้าคุณมีทีมที่เก่ง อะไรๆก็จะดูง่าย… อย่างไรก็ตาม คนเก่งก็มักจะเลือกทำงานกับคนที่เก่งเหมือนๆกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่คุณจะได้ร่วมทำงานกับทีมที่ดี ถ้าคุณไม่มีการพัฒนาตนเอง…
คุณค่าของการ “ทำงานเป็นทีม” หรือ “ทีมเวิร์ค” คืออะไร?
สมมติมีเศรษฐีจ้างคุณ 10 ล้านบาท ให้หาน้ำมาใส่ให้เต็มสระขนาด 10x20 เมตร ลึก 2 เมตร โดยมีกำหนดระยะเวลาให้ทำเสร็จภายใน 5 ชั่วโมง
กรณีแรก ด้วยขันเพียง 1 ใบ คุณจะใช้เวลาประมาณ 10 เดือนในการตักน้ำให้เต็มสระ
กรณีที่ 2 คุณมีคนอยู่ 10 คน และมีขันกันคนละใบ อาจสามารถตักน้ำให้เต็มสระได้ภายใน 2 เดือน
กรณีที่ 3 คุณมีคนอยู่ 5 คน และมีเครื่องสูบน้ำอยู่หนึ่งเครื่อง และมีขันกันคนละใบ อาจสามารถหาน้ำมาใส่ได้เต็มสระภายใน 5 ชั่วโมง
กรณีสุดท้าย คุณมีคนอยู่ 5 คน เช่นกัน และไม่มีเครื่องสูบน้ำ หรือขัน แต่สามารถหาน้ำมาใส่ได้เต็มสระภายใน 2 ชั่วโมง

ทั้ง 4 กรณี อาจเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ โดยเฉพาะการเริ่มต้นทำธุรกิจ
กรณีแรก: เราจะเห็นได้ว่ามันเป็นไปได้ยาก (แต่เป็นไปได้) ที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จเพียงลำพัง คุณอาจสามารถทำให้น้ำเต็มสระได้ แต่คุณต้องใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมง… สิ่งที่คุณลงมือลงแรงไปจึงเกิดการสูญเปล่า
กรณีที่ 2: คุณอาจสามารถหาทีมงานได้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แต่ละคนไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอที่จะทำให้งานสำเร็จได้ เพราะต่างคนต่างก็มีขันเหมือนกัน แต่ไม่มีความแตกต่าง หลายๆครั้งจึงทำให้การทำธุรกิจ มักจะลงเอยด้วยล้มเหลวอยู่เสมอๆ
กรณีที่ 3: คุณได้พบกับทีมงานที่มีคุณภาพ และมีเครื่องมือประสิทธิภาพสูงพอที่จะช่วยทำให้งานนั้นสำเร็จ อย่างไรก็ตามคุณอาจพบว่ามันไม่ง่ายเลย หากมีทีมงานบางคนต้องออกไปจากทีม และโดยเฉพาะทีมงานที่ทำหน้าที่ในการควบคุมเครื่องสูบน้ำ ซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำ หรือแม้กระทั่งช่างต่อท่อน้ำที่มีความรู้ เหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดกับธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่ติดกับอุปสรรคในเรื่องของการพัฒนาระบบ จึงเป็นเหตุทำให้ธุรกิจพออยู่ได้เท่านั้น (ธุรกิจที่พออยู่ได้มักจะมีเรื่องของ “ความเสี่ยง” เข้ามาเกี่ยวข้อง)

กรณีที่ 4: มันเป็นไปได้อย่างไรที่ใช้คนเท่ากับกรณีที่ 3 ไม่มีเครื่องมือสูบน้ำ แต่ใช้เวลาน้อยกว่า 5 ชั่วโมง และที่สำคัญยังมีเวลาเหลือ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีกด้วย
ถ้าคุณเป็นผม หรือไม่ว่าใครก็ตาม ต่างก็ต้องการทีมงานแบบกรณีที่ 4 แทบทั้งสิ้น แล้วมันคืออะไร?
เริ่มตั้งแต่กรณีที่ 2 กระทั่งถึงกรณีที่ 4 คุณจะสังเกตว่า “การมีทีม” จะช่วยให้คุณไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วว่าการทำงานเพียงคนเดียว ดังนั้นเราจึงได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า คุณจะต้อง “คัดเลือก” ทีมงาน หรือไม่คุณก็ต้อง “ถูกเลือก”
มีทีมอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเครื่องมืออันชาญฉลาดที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายที่สำคัญๆ การมีเพียงขัน ซึ่งใช้ “วิธีคิดวิธีทำง่ายๆ” จะไม่ช่วยทำให้เกิด “การเปลี่ยนแปลง” ใดๆเลย และอาจมีโอกาสล้มเหลวสูงอีกด้วย
เราจึงได้ข้อสรุปต่อมาว่า การทำงานเป็นทีมนั้น สามารถช่วยย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้นได้จริง แต่ก็จะต้องรู้จักเลือกเครื่องมือที่จะช่วยให้การไปสู่เป้าหมาย “ทำได้จริงๆ” หากคุณหวังว่าจะขายกาแฟแถวหมู่บ้านให้ได้เดือนละแสนเดือนละล้าน คุณต้องเปลี่ยนความคิดที่จะขาย “แถวหมู่บ้าน” ออก แต่คุณต้องหาเครื่องมือที่จะขายกาแฟให้ได้ทุกๆคนบนโลกใบนี้ เช่น ทำเป็นสาขา ทำเป็นเครือข่าย คิดค้นเครื่องมือในการกระจายสินค้า เพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายทุกรูปแบบ ซึ่งทีมที่จะทำแบบนี้ได้ แต่จะคนจะต้องมีความรู้พิเศษที่แตกต่างกัน และรู้จักใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น
ทีมก็มีแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือก็มีพร้อม สิ่งต่างๆเหล่านี้ช่วยทำให้เกิดความสำเร็จได้ แต่คำถามของผู้มากประสบการณ์ทางธุรกิจ จะถามต่อว่า เราจะสำเร็จอย่างนี้อยู่อีกนานแค่ไหน หากวันใดที่คนในทีมจากไป หรือมีคู่แข่งที่เก่งกว่า ทีมนี้จะอยู่รอดหรือเติบโตได้อย่างไร
เราจึงได้ข้อสรุปสำหรับกรณีที่ 4 ว่า
1 ทีมที่มีจินตนาการ และ
2 ทีมที่สร้างระบบเพื่อทดแทน
การมีจินตนาการ ช่วยทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ส่วนการสร้างระบบเพื่อทดแทน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสานต่อด้านจินตนาการอีกทีหนึ่ง
กรณีที่ 4 หากใช้จินตนาการว่า คนทั้ง 5 คน คนแรกอาจติดต่อผู้รับเหมาที่มีเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ หรือมีหลายเครื่อง คนที่สองมีเงินทุนจ้างผู้รับเหมา คนที่สามมีรถขนน้ำเป็นของตนเอง คนที่สี่เป็นผู้ควบคุมการทำงานและคอยสั่งการ คนสุดท้ายเป็นคนสอนวิธีการหาคนทั้งสี่อีกครั้งหนึ่ง …สิ่งต่างๆเหล่านี้คือรูปแบบของการใช้จินตนาการ ซึ่งคุณหรือผมอาจจะจินตนาการถึงวิธีใหม่ๆ ในการหาน้ำมาใส่ให้เต็มสระได้เป็นร้อยๆวิธี…
และเพื่อให้สามารถรักษาทีมที่มีจินตนาการให้สืบทอดต่อๆ กันได้ ในภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีการสร้างระบบหนึ่งขึ้นมา เพื่อทดแทนและสานต่อจินตนาการเหล่านี้เอาไว้ และคุณสมบัติหนึ่งที่ทีมจะต้องมีนอกเหนือจากการมีจินตนาการ คือการมีผู้นำอย่างน้อยหนึ่งคน ที่รู้จักวิธีการสร้างระบบเพื่อทดแทน รวมถึงการสืบต่อวิธีการสร้างระบบ
คำถามก็คือ… คุณมีคนแบบนี้อยู่ในทีมหรือไม่?
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
ในเวลาที่เราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง บางครั้งความตั้งใจอาจทำให้เรามองอะไรบางอย่างเพียงด้านเดียว ผู้ซึ่งพัฒนาตนเองจึงมักต้องระวังและคอยหมั่นตรวจสอบตนเองอยู่เสมอ (ต้องมีสติ) เพราะปัญหาบางอย่าง สามารถแก้ไขได้เพียงการ “เปลี่ยนวิธีคิด”

จงพิจารณาประโยค “วิธีการมองปัญหา ทำให้มนุษย์มีปัญหา” เราจะเห็นว่าแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน คนที่พัฒนาตนเองได้ในระดับสูงจึงมักคุยกับใคร “ไม่รู้เรื่อง” เว้นแต่คนผู้นั้นจะมีทักษะการสอนได้ในทุกระดับชั้น คนที่พัฒนาตนเองมักไม่มองปัญหา แต่คนที่ขาดการพัฒนาพบแต่ปัญหาก่อนทั้งสิ้น
ทีนี้จะทำอย่างไร หากเราจะเปลี่ยนวิธีคิดในการมองปัญหา ในบทความที่เกี่ยวกับ “ความฝัน” เราเคยอธิบายว่า การมีขนาดของความฝันที่ใหญ่พอ จะทำให้การมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก …แล้วที่กล่าวว่าขนาดของความฝันที่ใหญ่พอ ซึ่งจะทำให้การมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก มันเป็นยังไง?
สมมติว่าคุณพบชายหนุ่มรูปงาม หรือหญิงสาวแสนสวย ใน “แบบที่คุณฝัน” ถามว่าคุณอยากรู้อายุเขาหรือไม่ คุณอยากรู้หรือเปล่าว่าเขามีเงินเท่าไหร่ รวยหรือจน คุณอยากรู้หรือเปล่าว่าเธอมีนิสัยแต่ก่อนเป็นอย่างไร ดีหรือชั่ว คำตอบคือ คุณคงไม่อยากรู้ว่าอดีตของเขาและเธอเป็นอย่างไร ทั้งอายุ เงินทอง หรือนิสัย …มันจะไม่เป็นปัญหาเลยถ้าคุณได้พบสิ่งที่คุณฝัน
เช่นเดียวกัน ขนาดของความฝันที่ยิ่งใหญ่ คุณย่อมมองอะไรที่เป็นอุปสรรคน้อยลง หรือแม้กระทั่งมองไม่เห็น ซึ่งเราเรียกความฝันที่ยิ่งใหญ่ว่าพวก Think Big พวกคิดใหญ่ หรือพวกคิดการใหญ่อะไรทำนองนั้น
เพราะฉะนั้น ถ้าหากมีคนบอกวิธีการมองปัญหา โดยให้คุณคิดใหญ่ หรือเพิ่มขนาดของความฝันให้ใหญ่ขึ้น นั่นคือเขากำลังแนะนำให้คุณ “เปลี่ยนวิธีคิด” เกี่ยวกับการมองปัญหานั่นเอง คือให้มองในมุมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การมองแต่ปัญหา เมื่อไม่เห็นว่าเป็นปัญหา คุณย่อมจะสามารถทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่คุณใฝ่ฝัน …จริงไม๊
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
มีคำสองคำที่นำมาเปรียบเทียบวันนี้ คือ Entrepreneur กับ Multi Level Marketing เรียกสั้นๆว่า MLM ทั้งสองจัดอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการเหมือนกัน บางคนบอกว่าอย่างแรกเหนื่อยกว่า บางคนบอกว่าอย่างหลังเหนื่อยกว่า แต่ไม่ว่าจะอย่างแรกหรือหลัง ต่างก็มีคำว่า “เหนื่อย” ด้วยกันทั้งสิ้น… แต่ไม่ใช่ประเด็น เพราะหมวด Money Machine เป็นเครื่องมือที่ใช้จัดระเบียบทางความคิดเกี่ยวกับเงินๆทองๆ เท่านั้น

Entrepreneur ความหมายนอกจากที่เราเรียกกันว่า “ผู้ประกอบการ” แล้ว จริงๆมีคำอธิบายว่า คือผู้ที่นำนายทุนและกรรมกรให้ร่วมกำลังกันก่อผลขึ้นส่วน Multi Level Marketing ก็คือ Entrepreneur ที่เรียกว่า Networker โดยมีโครงสร้างการทำงานคล้ายๆ Employee หรือลูกจ้าง แต่มันมีสิ่งที่ลูกจ้างไม่มี นั่นคือ “ความอิสระ” จากกำหนดระยะเวลาทำงาน ขีดจำกัดของรายได้ แต่ก็มีความเสี่ยงเกี่ยวกับรายได้เข้ามาเกี่ยวข้องเช่นกันเมื่อพิจารณาลักษณะงานของ Entrepreneur และ Networker เราจะเห็นได้ว่ามันมีความหมายเดียวกัน คือผู้ที่นำนายทุนและกรรมกรให้ร่วมกำลังกันก่อผลขึ้น แต่ Networker มีวิธีการทำง่ายกว่า (ย้ำอีกครั้งว่ามีวิธีการทำง่ายจริงๆ) แต่หากจะพูดถึงความสำเร็จ ส่วนหลังไม่มีใครให้คำตอบได้ เรารู้เพียงอย่างเดียวว่าถ้าไม่เลิก โอกาสสำเร็จก็จะมี
ที่กล่าวว่า Networker มีวิธีทำง่ายกว่า เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้1 มีคนจัดตั้งบริษัทไว้ให้เรียบร้อยแล้ว2 มีคนพัฒนาสินค้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว3 มีคนกำหนดแผนรายได้ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว4 มีคนวิจัยตลาดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว5 มีทีมงานมืออาชีพไว้รองรับ6 …ที่เหลือก็คือ “การพัฒนาตัวเอง”ส่วน Entrepreneur ยกเว้นเจ้าของธุรกิจ Franchise (ต้องมีเงินลงทุนสูง) หากจะเริ่มต้น จะต้องดำเนินการในข้อ 1-6 เอง คนที่ไม่มีความรู้ความสามารถและเงินทุน จึงมีโอกาสทำสำเร็จได้ยากกว่าพวก NetworkerFinancial Freedom Blueprint ของนักการเงินเก่งๆหลายท่าน จึงแนะนำทางเลือกของ MLM ก่อน หากคิดอยากจะเป็น Entrepreneur ที่มีเงินลงทุนไม่มาก และไม่มีโค้ช พ่อแม่ ญาติ หรือเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจ นี่เป็น Solution ของผู้เริ่มต้นทุกๆท่าน และบางคนเรียกมันว่าเป็น Opportunity หรือ “โอกาส”เมื่อพูดถึง MLM ท่านอย่าเพิ่งนึกไปถึง (ขอกล่าวชื่อเพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น) Amway, Giffarine, Herbalife หรือ Nu Skin ที่เรารู้จักแต่ชื่อ แต่ไม่รู้จักวิธีคิดของ Entrepreneur ดี เพราะหลายท่านเวลาเอ่ยชื่อธุรกิจเหล่านี้ มัก “ปิดใจ” หรือ “ไม่พร้อมที่จะฟัง” นั่นจึงทำให้ท่าน “ไม่ได้เรียนรู้” วิธีคิดของ Entrepreneur และเมื่อไม่เรียนรู้ ท่านก็จะไม่สามารถทำเงินได้จากสายอาชีพของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งใช้ “วิธีคิด” แบบเดียวกัน
มี Entrepreneur ที่ไม่ได้เป็น Networker ในประเทศไทยที่เด่นๆ และไม่ค่อยเม้มความรู้กับคนทั่วไปอยู่คนนึง นั่นก็คือคุณตัน ภาสกรนที เป็นตัวอย่าง ในต่างประเทศก็จะมีคุณโรเบิร์ต คิโยซากิ, คุณที ฮาร์ฟ เอคเคอร์ ที่เป็นแบบอย่าง ซึ่งคุณสามารถใช้เป็น Blueprint ในการลอกเลียนแบบวิธีคิดของเขาได้เช่นกันNobody plan to fail but they fail because they don’t plan.กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447MSN : jimair13_@hotmail.comBB : 222AEB77
สิ่งที่จะเป็นกุญแจไขประตูไปสู่ความสำเร็จนอกจากการมีทัศนคติที่ถูกต้อง การมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และมีการวางแผนที่ดีแล้ว การบริหารเวลาถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการมุ่งที่จะไปสู่ความสำเร็จด้วยเช่นกัน คนที่สอนเกี่ยวกับการบริหารเวลาที่เด่นๆ คงจะหนีไม่พ้นท่าน Brian Tracy ผู้แต่งหนังสือ Eat That Frog!

หากเพื่อนๆหลายคนเคยมี หรือยังมีนิสัยติดการผัดวันประกันพรุ่งอยู่ การลงมือทำทันทีจะเป็นเพียงวิธีเดียวในการขจัดปัญหาเหล่านี้ได้
ปัญหาในการบริหารเวลา มักเป็นปัญหาของทุกๆคน
บางคนอาจไม่รู้ตัว เนื่องจากความเคยชินเป็นนิสัย หรือการไม่มีความฝัน ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ถึงขนาดแรนดี้ เกจ กล่าวว่า You are not a poor because you have no money. But you are the poor because you have no dream.
ปัญหาต่อไปก็คือ แต่ละคนไม่รู้ว่าตนต้องทำอะไร
วิธีแก้ปัญหานี้ ให้หา Blueprint ของคนที่ประสบความสำเร็จ หรือมืออาชีพ เพื่อเป็นต้นแบบในการปฏิบัติ แล้วจัดการเลียนแบบวิธีคิด วิธีทำ จนกระทั่งสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับตนเองได้ Eric Worre กล่าวว่า It doesn’t matter what works, it only matters what duplicates.
และปัญหาสุดท้ายคือ ทำแล้วไม่เห็นผลลัพธ์
ปัญหาในข้อนี้ทำให้ 97% ของผู้ปฏิบัติ… ขอยอมแพ้ ความจริงมีคนปฏิบัติอยู่มากมายบนโลก และพยายามไปยังสิ่งที่ตนใฝ่ฝัน หากยอมแพ้และเลิกล้มไปก่อน แน่นอนคือ คุณจะอยู่ในกลุ่มคน 97% ส่วนใน 3% คือคนที่ประสบความสำเร็จ และ 1 ใน 3% คือผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด
เพราะฉะนั้น 3% นี้ ไม่ง่ายเลยจริงไม๊ เขาจึงเรียกคน 3% เหล่านี้ว่า Warrior หรือพวก “นักสู้” นั่นเอง
เทคนิคของการบริหารเวลาก็คือ
Q: สิ่งที่ปฏิบัติคือสิ่งที่ช่วยให้เราไปสู่เป้าหมายได้ ใช่หรือไม่?
A: หากคำตอบคือ “ไม่ใช่” ก็ให้ละเสีย หรือใช้เวลากับมันน้อยที่สุด
(กฎ 80/20 คือการจับประเด็นในงานๆหนึ่ง 20% มักจะเป็นงานที่มีคุณค่ามากกว่างานที่เหลือรวมกัน ให้ใช้เวลากับงาน 20% ที่มีผลต่อชีวิตและอาชีพการงานของคุณ และให้เวลากับงานที่มีคุณค่าต่ำน้อยลง)
Q: มีสิ่งที่ทำยาก ทำง่ายปะปนกัน ใช่หรือไม่?
A: ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจาก การเต็มใจทำในสิ่งที่คนล้มเหลวไม่ทำ เพราะฉะนั้นจงเข้าไปสู่ส่วนที่จะทำให้คุณมีความยากลำบาก เพราะทำสิ่งยากจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนกว่า
(เรียนรู้ Uncomfortable Zone ที่นั่นจะเป็นแหล่งที่รวบรวมคนที่ประสบความสำเร็จ และมันจะช่วยให้คุณเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่า)
Q: คุณกำลังหมดหวัง ไม่เห็นทาง หรือไม่เห็นผลลัพธ์ของความสำเร็จใช่หรือไม่?
A: นั่นเป็นอาการเริ่มแรกของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ลองหาผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณดู ถ้าหาไม่พบ คุณจะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเอง เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ จนกระทั่งประสบความสำเร็จ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
Check Point เป็นการสำรวจ วิเคราะห์ หรือพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ภายหลังเมื่อเราเริ่มตั้งเป้าหมายและลงมือกระทำ เราจะพบว่ามีอะไรบางอย่างที่จะต้องแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือปรับเปลี่ยนวิธี เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่าง…
ให้นึกถึงคำพูดของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ Albert Einstein ในประโยคสุดคลาสสิคที่ว่า… “การทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ถือเป็นความวิกลจริตอย่างหนึ่ง” …แล้วสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากเดิมหรือไม่ เจ้า Check Point นี่แหละจะเป็นตัวตอบคำถาม

เราทราบแล้วนะครับว่า สิ่งที่เราต้องการก็คือ “การเปลี่ยนแปลง” หลายท่านอาจเคยพิสูจน์หรือทดลองทำบางสิ่งบางอย่างมาแล้ว เราเรียกผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับสมมติฐานว่า “ไม่เปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะต้องใช้วิธีอื่นๆในการทำให้มันเปลี่ยน
คำถามแรกก็คือ เราจะต้องใช้ Check Point เมื่อไหร่?
ในมุมมองของผมเอง จะมีเรื่องของประสบการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง บาง Check Point ใช้เวลาสั้น บาง Check Point ต้องลงมือทำนานเป็นเดือน เป็นปี สิบปี หรืออาจจะต้องทำตลอดทั้งชีวิต
ตัวอย่างเช่น แทบไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าเราด่า ดูถูกผู้อื่น หรือกล่าวร้าย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือเราจะมีแต่เรื่องเลวๆร้ายๆวิ่งเข้าสู่ตัวเรา แต่ถ้าใช้ Check Point ทันที คือหยุดด่า หยุดดูถูกผู้อื่น หรือหยุดกล่าวร้าย ผลลัพธ์เปลี่ยนทันที
บางครั้งเราได้มีการลงมือทำไปสักระยะหนึ่งแล้ว Check Point อาจเกิดขึ้นจาก “คำวิจารณ์” คือคนอื่นเห็นเราเป็นอย่างไร เช่น มีเจ้านายมาบอกเราว่าวิธีที่คุณทำอยู่ ไม่ได้ผล ไม่ตรงกับเป้าหมายของบริษัท ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่เห็นด้วย ฯลฯ …สิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณให้เราต้องเริ่มใช้ Check Point ในการสำรวจตนเอง
คำถามต่อมา เราได้ใช้ความพยายามจริงๆแล้วหรือไม่?
ไอเดียนี้ได้มาจากการสังเกตคำสองคำของ Motion และ Action …ความรู้สึกที่ได้คือทั้งสองมีการเคลื่อนไหว แต่ Action เคลื่อนไหวแบบรู้ตัว รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ รู้วัตถุประสงค์ในการทำ ส่วน Motion อาจเป็นการกระทำในลักษณะของกิจวัตรประจำวันทั่วๆไป และไม่มีนัยยะที่สำคัญต่อ Action ตามที่กล่าวไป
สิ่งที่คุณจะได้มาอย่างชอบธรรม คือสิ่งซึ่งคุณได้ใช้ “ความพยายาม” ลงมือทำ …คำอธิบายนี้ชัดเจนในเรื่อง Action

Failing to plan is planning to fail.
ผมมักจะมีประโยค Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan. ติดตัวไว้เสมอๆ แต่ “การวางแผนพลาด” แผนนั้นก็อาจทำให้คุณล้มเหลวได้ ดังนั้นหากเกิดความล้มเหลว เราจะต้องรีบดำเนินการตั้ง Check Point ใหม่ อย่างน้อยๆล้มแล้วต้องรีบลุก เพราะยิ่งนอนนานๆก็จะยิ่งลุกขึ้นยาก เผลอบ่อยก็อาจจะชินกับการนอนก็เป็นได้…
ผมหวังว่าเมื่ออ่านบทความนี้แล้ว เพื่อนๆคงไม่ต้องการบอกว่า “ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะ…” เพราะถ้ามีความคิดแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ มันอาจจะมีอะไรผิดพลาดในกระบวนการระหว่างปฏิบัติอยู่ก็ได้
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
posted on 19 Dec 2011 14:41 by jimair13 in Recreation
หลายครั้งนะที่เรามีความฝันอะไรหลายๆอย่าง บางครั้งก็ได้แต่รอให้มันเป็นจริง คอยเฝ้ามองถึงเมล็ดพันธุ์ที่ออกดอกผล ชีวิตของคนเมืองที่เร่งรีบ ผู้คนต่างต้องตื่นแต่เช้ามึดเพื่อออกไปทำงาน ได้เห็นสภาพของครอบครัวที่ลำบาก แม่ป้อนอาหารลูกในรถ ส่วนคุณพ่ออ่านหนังสือพิมพ์ขณะรถติด ไม่ห่างกันยังมีรถประจำทางจอดติดอยู่ คนบนรถต้องยืนเบียดแน่น บ้างก็ยกอุปกรณ์ไฮเทคมาเล่นไปพลาง บ้างยืนโบกพัดเหงื่อโดยมีสีหน้าอ่อนแรง ในใจคงคิดว่าเช้านี้คงไปทำงานสายอีกตามเคย…
ชีวิตของเราจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ แท้จริงแล้วเราต้องการอะไร …โฮ่งๆ โฮ่งๆ …เสียงสุนัขเห่าดังขึ้นมา มันคงเห็นคนแปลกหน้าเดินผ่าน หรือไม่ก็มีคนขายอะไรผ่านหน้าบ้าน กำลังนอนคิดเพลินๆ อากาศก็กำลังเย็นสบาย ทำให้รู้สึกต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง โชคดีวันนี้ลาพักร้อน และเหมือนเวลาค่อนข้างรู้ใจเราทุกเรื่อง วันไหนที่ต้องไปทำงานจะตื่นเร็วโดยอัตโนมัติ วันไหนไม่ต้องไปทำงานก็จะตื่นสายโดยอัตโนมัติด้วยเช่นกัน ว่าแล้วก็ลุกไปล้างหน้าก่อน…
ถ้าไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน เวลาเพียงวันเดียวคงใช้ไปกับอะไรไม่ได้มาก บนโต๊ะมีผลไม้ กระติกทำน้ำร้อน เครื่องชงรองท้อง พอมีขนมปังเหลืออยู่บ้าง นี่คงเป็นอาหารหลักในยามที่อยู่กับบ้านสินะ …นอกบ้านแดดเริ่มแรงแล้ว รู้สึกอากาศจะไม่เย็นมาก อาบน้ำให้สดชื่นดีกว่า
กลับมาในห้องนอน มีกองหนังสือที่น่าหยิบมาอ่านซ้ำอยู่หลายเล่ม บางส่วนยังคงถูกเปิดทิ้งไว้ แต่พวกมันนอนคว่ำหน้า ราวกับว่ายังรอให้เจ้าของมันมาอ่าน หรือให้จัดการเก็บเข้าที่ …แต่ช้าก่อน ข้าจะปล่อยให้พวกเจ้านอนอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะข้าจะใช้อินเตอร์เนทก่อน วันนี้มีข่าวอะไรน่าสนใจ เพื่อนๆเราทำอะไรกันบ้าง หรือยังมีใครรอคำตอบเราอยู่ …สาละวันกับข้อมูลอยู่พักใหญ่ เกิดไอเดียดีๆมีหรือจะไม่จดบันทึกไว้ …รอการอัพเดทต่อไป หุหุ
เกือบลืมไปว่าเราต้องมีสังคมบ้าง ว่าแล้วก็หยิบอุปกรณ์ยอดฮิตขึ้นมา กดส่งรูปหัวกลมยิ้มบ้าง แลบลิ้นบ้าง ส่งรูปแก้วน้ำร้อนบ้าง อรุณสวัสดิ์ชาวโลก โย่ว จุ๊กกรู้ ดีดหู ปาหัว …บางคนก็ตอบกลับ บางคนก็เงียบ บางครั้งถ้าเป็นเพื่อนใหม่เวลาทำอะไรบ้าๆบอๆก็โดนลบชื่อ ส่วนหลังนี้เป็นจนชิน แต่เราก็เข้าใจเขานะ
ที่เขียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องของอดีต ขณะนี้เรายังมานั่งพิมพ์อะไรไปเรื่อยเปื่อย ถ้าบ่นอย่างเดียวก็คงไม่ได้อรรถรส ควรจะมีภาพบางส่วนประกอบด้วย ว่าแล้วก็จะหาภาพเก่าๆ หรือจิ๊กเอาตาม Google หลายคนเผลอเข้ามาจะได้ดูภาพไปพลาง …แล้วในใจก็คิดว่า “ไอ้นี้มันเข้ามาบ่นอะไรของมันวะ คลิ๊ก Close ซะเลย …จบ”Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447MSN : jimair13_@hotmail.comBB : 222AEB77