Self-Development

“ปรัชญาทั้งหมด ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อนำเราไปสู่การค้นพบ” ส่วนนี้เป็นคำพูดที่ นโปเลียน ฮิลล์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Master Key To Riches ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมอ่านซ้ำมากที่สุด แต่ไม่เคยมีการแนะนำเหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ ผมพบว่ามีอะไรบางอย่างที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ ที่เป็นสากล คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา…
 
 
ความสำเร็จมันดียังไง แล้วทำไมเราจึงต้องสำเร็จ ผมถือว่ามันเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของชีวิต เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะต้องมีอะไรที่สำเร็จอย่างน้อยๆ ซักเรื่อง หลายคนเมื่อเริ่มเข้าสู่ภาวะเวลาที่สำคัญ ก็มักจะต้องการความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต

ประเด็นก็คือ บางครั้งเรายึดติดกับความสำเร็จมากเกินไป จนไม่รู้ว่าอะไรคือความสำเร็จที่แท้จริง หลายคนจึงคิดว่าความสำเร็จคือจุดสุดท้ายที่ต้องไปให้ถึง ต้องสละความสะดวกสบาย ต้องสละเวลาส่วนหนึ่งมาใช้สร้างความสำเร็จ และสละอะไรอีกหลายๆ อย่างเพื่อความสำเร็จ

และเมื่อเราเลือกที่จะทำเพื่อความสำเร็จ โดยใช้วิธีสละความสุข ความสบาย แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จึงเกิดอาการตีกลับ ผิดหวัง ท้อแท้ หมดเรี่ยวแรง และล้มเลิกไปในที่สุด

ผมได้ใช้เวลาทดลองอะไรบางอย่าง และค้นพบว่าปรัชญาทั้งหมด ได้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อนำเราไปสู่การค้นพบจริงๆ แต่จะต้องใช้เวลา และใช้ประสบการณ์มากพอสมควร กว่าจะพบปรัชญาที่นำมาใช้ได้จริงกับตัวเรา และอาจรวมถึงผู้อื่นด้วย

เมื่อพูดถึงความสำเร็จภายหลังที่ค้นพบ กลับกลายเป็นว่าความสำเร็จไม่ใช่จุดสุดท้าย แต่ความสำเร็จมีลักษณะคล้ายการเดินทาง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่แค่ชั่วคืน ไม่ใช่แค่ข้ามวัน แต่มันใช้เวลาเป็นปีๆ และความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนเองมี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนเองเป็น แต่ความสำเร็จคือคุณค่า ที่เราได้มอบให้แก่ผู้อื่นต่างหาก
 
 
คุณก็เช่นเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องละทิ้งอะไรบางอย่างเพื่อความสำเร็จบางอย่าง แต่คุณสามารถสำเร็จได้ทุกอย่าง ถ้ามี “ทัศนคติ” ที่ถูกต้อง โดยคุณอาจจะสามารถค้นพบมันหรือไม่ก็ได้ ซึ่งถ้าหากคุณเข้าใจถึงปรัชญาแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริง คุณจะไม่มีอาการตีกลับแบบคนธรรมดาทั่วไป …อย่างแน่นอน

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
ผมคิดถึงคำที่สำคัญอยู่สองคำ คือคำว่า “ความหวัง” กับคำว่า “ความฝัน” สองคำนี้มีความเกี่ยวข้องกับ “จินตนาการ” คล้ายๆ กัน ที่ต่างกันคือ นอกจากจะเขียนต่างกันแล้ว ความหวัง มักเป็นเรื่องของความคาดหวัง การคาดการณ์ ความอยาก และความต้องการ ส่วนความฝัน มักเป็นเรื่องของการมี การครอบครอง และความสุข …

จากที่ได้ติดตามแนวทางของการพัฒนาตนเอง หลายคนเลือกที่จะใช้คำว่า ความฝัน บ่อยกว่า ความหวัง เป็นเพราะอะไร เหตุผลที่ใช้อธิบายคือ เรามักจะมีใช้ ความหวัง กับเรื่องนอกตัว Outside และเราจะใช้ ความฝัน กับเรื่องในตัว Inside

ตัวอย่างเช่น
หากพูดเกี่ยวกับความฝัน คุณจะนึกถึงแต่ตัวคุณ คุณจะนึกถึงแต่ความฝันที่เป็นของคุณ ความฝันที่ทำให้คุณมีความสุข มีน้อยมากที่คุณต้องการทราบความฝันของผู้อื่น

แต่หากพูดเกี่ยวกับความหวัง นอกจากเรื่องของคุณเองแล้ว คุณอาจหวัง หรือมีความต้องการให้ผู้อื่นเหล่านั้นทำอะไรให้แก่คุณ คนที่คุณรัก คุณมักมีความหวังให้เขาเลือกรักคุณ แต่คุณจะไม่คิดว่าเขามีความฝันอยากที่จะรักคุณหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบในทางจิตของ ความหวัง จึงรุนแรงกว่า การที่เขาไม่รักคุณ คุณจึงผิดหวัง แต่คุณจะไม่มีคำว่า “ผิดฝัน”
 

คนที่พัฒนาตน จึงมักใช้ความฝันแทนความหวัง เพราะความทรงจำดีๆ แม้จะเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่ก็สร้างใหม่ได้เสมอ…

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
การสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมาเอง ทำเพื่ออะไร?

เป็นไปได้ว่าสภาพแวดล้อมที่คุณอยู่ ไม่มีใครคิดแบบคุณ หรือคุณอาจคิดต่างไปจากคนอื่นๆ เช่น คุณอยู่ในสภาพสังคมที่มีแต่ความวุ่นวาย แต่คุณจำต้องอยู่กับมัน คุณทราบว่าหลายๆ คนมีทัศนคติลบ และคุณต้องใช้ชีวิตอยู่กับทัศนคติเหล่านั้น

เมื่อคุณเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้ก็คือ “การเปลี่ยนตนเอง”

การเปลี่ยนตนเอง เป็นการเปลี่ยนที่ทัศนคติ เปลี่ยนที่ความเชื่อ หรือรับเอาความเชื่อใหม่ๆ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมให้ปรับตัวเข้าหาคุณ คุณอาจจะใช้วิธีพูดกับคนที่มีความคิดคล้ายๆ กัน เขียนข้อความแบบที่ผมทำอยู่ หรือไม่ก็ตะโกนออกไปให้คนอื่นๆ ได้ยินว่าคุณคิดอะไร หากคุณเชื่อว่า “ความคิดมีแรงดึงดูด” สภาพแวดล้อมที่คิดแบบเดียวกับคุณ จะเข้ามาหาคุณเอง จะปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาอยู่ร่วมกับคุณ

ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนตนเอง จะทำให้คุณสามารถกำหนดสภาพแวดล้อมได้ในแบบที่คุณต้องการ บางคนเรียกวิธีการเปลี่ยนความเชื่อเหล่านี้ว่า “การสะกดจิต” บางคนว่าเป็น “บุพเพสันนิวาส” …
หากสังเกตผู้ประสบความสำเร็จทุกท่าน เคยสงสัยไหมว่าเขาดูไม่ต่างอะไรจากคนทั่วไป คือเป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา บางคนไม่มีแขนขา บางคนไม่มีตา บางคนไม่สวยไม่หล่อ แต่ทำไมเขาสำเร็จได้ หรือเพราะเขามี “การวางแผน” …


 
 
หลายคนคงเคยสอบถามเขาเหล่านั้นมาด้วยตนเอง และบ่อยครั้งมักพบคำตอบว่า “ไม่มีเทคนิค แต่…” ประเด็นมันอยู่ที่ “แต่…” อะไร เขามักไม่ได้พูดออกมาทั้งหมด เพราะถ้าให้พูดเรื่องราวทั้งหมดได้ คุณต้องเป็นคนที่พิเศษจริงๆ เขาจึงจะให้เวลากับคุณ …ดังนั้น เราจึงได้แต่อ่านหนังสือที่พวกเขาแต่ง

ในโลกนี้ สุดยอดคนที่สังเกตการวางแผน โดยตีแตกประเด็นของคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักได้ยินชื่อของ นโปเลียน ฮิลล์ Napoleon Hill หากใครอ่านหนังสือของท่านนโปเลียน จะรู้ว่ามัน “ไม่เคยตกยุค” คือสามารถเอาไปปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย และรู้สึกสดใหม่อยู่เสมอเมื่อได้อ่านซ้ำ

สรุปสั้นๆ เพื่อเอาเวลาจากผู้อ่านน้อยที่สุด คนที่สำเร็จนั้น เพราะพวกเขามีแผนการ “อยู่ในสมอง” ของเขาแล้ว สิ่งที่เหลือก็แค่ “ปฏิบัติ” และที่สำคัญคือ “ปฏิบัติมากกว่าคนอื่นๆ”

บางทีสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ก็คือสิ่งที่คนสำเร็จทำเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นเท่านั้น
“คนที่เกือบสำเร็จ” มักขาดสิ่งเหล่านี้อยู่ในแผน
1 ความอุตสาหะ
2 ใจ

ถ้าในหัวของคุณจะต้องใส่แผนอะไรบางอย่างลงไปในสมอง สิ่งที่ต้องทำนอกเหนือจากการปฏิบัติ ก็คือใส่ “ความอุตสาหะ” และใส่ “ใจ” ลงไปด้วย
 
 
คนที่มีความรู้ในระดับสูง (แต่ขาดข้อ 1-2) กับ คนที่มีความอุตสาหะบวกใจรัก ในระยะยาวแล้ว คนกลุ่มหลังมักเป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จ และถ้าจะถามว่าพวกเขามีเทคนิคอย่างไร คุณอาจจะได้รับคำตอบว่า “ไม่มีเทคนิค แต่…” ก็ได้ครับ : )

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
“ปาฏิหาริย์แห่งการให้” เป็นหนังสือ E-book ให้ดาวน์โหลดอ่านฟรี โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
 
 
เป็นหนังสือเล่มแรกของปี 2555 ที่ผมได้อ่าน และคิดว่าสั้นกระชับ ตรงประเด็นสำหรับการให้ ในลักษณะของการให้เปล่า ซึ่งในสังคมทุกวันนี้เรากำลังละเลยคุณค่าของการให้โดยมิหวังผลตอบแทน…

ตัวอย่าง
<ปาฏิหาริย์แห่งการให้ หน้า 28 – พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี>
“อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาก่อน แล้วจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์”

ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองมาพอสมควร ผมจึงพอรู้ว่าทำไมตนเองจึงมีความสุข เพราะในเล่มท่านว่าไว้ว่า

“การให้” เป็นเรื่องที่ใหญ่และสำคัญมาก
ถ้าเราทุกคนเป็น บุคคลแห่งการให้
เราจะเป็นคนที่มีความสุขมาก

แต่ถ้าเราเป็นบุคคลที่คิดจะกอบโกย
เราจะเป็นคนที่มีความทุกข์มาก

หลักของการให้นั้น ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งหาย

ดาวน์โหลด คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ครับ  ปาฏิหาริย์แห่งการให้
เครดิต http://www.ebooks.in.th คลังหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทย “ในมือคุณ”
ในเวลาที่เราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง บางครั้งความตั้งใจอาจทำให้เรามองอะไรบางอย่างเพียงด้านเดียว ผู้ซึ่งพัฒนาตนเองจึงมักต้องระวังและคอยหมั่นตรวจสอบตนเองอยู่เสมอ (ต้องมีสติ) เพราะปัญหาบางอย่าง สามารถแก้ไขได้เพียงการ “เปลี่ยนวิธีคิด”
จงพิจารณาประโยค “วิธีการมองปัญหา ทำให้มนุษย์มีปัญหา” เราจะเห็นว่าแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน คนที่พัฒนาตนเองได้ในระดับสูงจึงมักคุยกับใคร “ไม่รู้เรื่อง” เว้นแต่คนผู้นั้นจะมีทักษะการสอนได้ในทุกระดับชั้น คนที่พัฒนาตนเองมักไม่มองปัญหา แต่คนที่ขาดการพัฒนาพบแต่ปัญหาก่อนทั้งสิ้น

ทีนี้จะทำอย่างไร หากเราจะเปลี่ยนวิธีคิดในการมองปัญหา ในบทความที่เกี่ยวกับ “ความฝัน” เราเคยอธิบายว่า การมีขนาดของความฝันที่ใหญ่พอ จะทำให้การมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก …แล้วที่กล่าวว่าขนาดของความฝันที่ใหญ่พอ ซึ่งจะทำให้การมองปัญหาเป็นเรื่องเล็ก มันเป็นยังไง?

สมมติว่าคุณพบชายหนุ่มรูปงาม หรือหญิงสาวแสนสวย ใน “แบบที่คุณฝัน” ถามว่าคุณอยากรู้อายุเขาหรือไม่ คุณอยากรู้หรือเปล่าว่าเขามีเงินเท่าไหร่ รวยหรือจน คุณอยากรู้หรือเปล่าว่าเธอมีนิสัยแต่ก่อนเป็นอย่างไร ดีหรือชั่ว คำตอบคือ คุณคงไม่อยากรู้ว่าอดีตของเขาและเธอเป็นอย่างไร ทั้งอายุ เงินทอง หรือนิสัย …มันจะไม่เป็นปัญหาเลยถ้าคุณได้พบสิ่งที่คุณฝัน

เช่นเดียวกัน ขนาดของความฝันที่ยิ่งใหญ่ คุณย่อมมองอะไรที่เป็นอุปสรรคน้อยลง หรือแม้กระทั่งมองไม่เห็น ซึ่งเราเรียกความฝันที่ยิ่งใหญ่ว่าพวก Think Big พวกคิดใหญ่ หรือพวกคิดการใหญ่อะไรทำนองนั้น

เพราะฉะนั้น ถ้าหากมีคนบอกวิธีการมองปัญหา โดยให้คุณคิดใหญ่ หรือเพิ่มขนาดของความฝันให้ใหญ่ขึ้น นั่นคือเขากำลังแนะนำให้คุณ “เปลี่ยนวิธีคิด” เกี่ยวกับการมองปัญหานั่นเอง คือให้มองในมุมอื่นๆ ที่ไม่ใช่การมองแต่ปัญหา เมื่อไม่เห็นว่าเป็นปัญหา คุณย่อมจะสามารถทำอะไรก็ได้ในสิ่งที่คุณใฝ่ฝัน …จริงไม๊

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77

บริหารเวลา (Self Development)

posted on 24 Dec 2011 18:35 by jimair13  in Self-Development
สิ่งที่จะเป็นกุญแจไขประตูไปสู่ความสำเร็จนอกจากการมีทัศนคติที่ถูกต้อง การมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน และมีการวางแผนที่ดีแล้ว การบริหารเวลาถือว่าเป็นสิ่งสำคัญในการมุ่งที่จะไปสู่ความสำเร็จด้วยเช่นกัน คนที่สอนเกี่ยวกับการบริหารเวลาที่เด่นๆ คงจะหนีไม่พ้นท่าน Brian Tracy ผู้แต่งหนังสือ Eat That Frog!
 
 
หากเพื่อนๆหลายคนเคยมี หรือยังมีนิสัยติดการผัดวันประกันพรุ่งอยู่ การลงมือทำทันทีจะเป็นเพียงวิธีเดียวในการขจัดปัญหาเหล่านี้ได้

ปัญหาในการบริหารเวลา มักเป็นปัญหาของทุกๆคน
บางคนอาจไม่รู้ตัว เนื่องจากความเคยชินเป็นนิสัย หรือการไม่มีความฝัน ไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ถึงขนาดแรนดี้ เกจ กล่าวว่า You are not a poor because you have no money. But you are the poor because you have no dream.

ปัญหาต่อไปก็คือ แต่ละคนไม่รู้ว่าตนต้องทำอะไร
วิธีแก้ปัญหานี้ ให้หา Blueprint ของคนที่ประสบความสำเร็จ หรือมืออาชีพ เพื่อเป็นต้นแบบในการปฏิบัติ แล้วจัดการเลียนแบบวิธีคิด วิธีทำ จนกระทั่งสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับตนเองได้ Eric Worre กล่าวว่า It doesn’t matter what works, it only matters what duplicates.

และปัญหาสุดท้ายคือ ทำแล้วไม่เห็นผลลัพธ์
ปัญหาในข้อนี้ทำให้ 97% ของผู้ปฏิบัติ… ขอยอมแพ้ ความจริงมีคนปฏิบัติอยู่มากมายบนโลก และพยายามไปยังสิ่งที่ตนใฝ่ฝัน หากยอมแพ้และเลิกล้มไปก่อน แน่นอนคือ คุณจะอยู่ในกลุ่มคน 97% ส่วนใน 3% คือคนที่ประสบความสำเร็จ และ 1 ใน 3% คือผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด

เพราะฉะนั้น 3% นี้ ไม่ง่ายเลยจริงไม๊ เขาจึงเรียกคน 3% เหล่านี้ว่า Warrior หรือพวก “นักสู้” นั่นเอง

เทคนิคของการบริหารเวลาก็คือ
Q: สิ่งที่ปฏิบัติคือสิ่งที่ช่วยให้เราไปสู่เป้าหมายได้ ใช่หรือไม่?
A: หากคำตอบคือ “ไม่ใช่” ก็ให้ละเสีย หรือใช้เวลากับมันน้อยที่สุด

(กฎ 80/20 คือการจับประเด็นในงานๆหนึ่ง 20% มักจะเป็นงานที่มีคุณค่ามากกว่างานที่เหลือรวมกัน ให้ใช้เวลากับงาน 20% ที่มีผลต่อชีวิตและอาชีพการงานของคุณ และให้เวลากับงานที่มีคุณค่าต่ำน้อยลง)

Q: มีสิ่งที่ทำยาก ทำง่ายปะปนกัน ใช่หรือไม่?
A: ความสำเร็จส่วนใหญ่มาจาก การเต็มใจทำในสิ่งที่คนล้มเหลวไม่ทำ เพราะฉะนั้นจงเข้าไปสู่ส่วนที่จะทำให้คุณมีความยากลำบาก เพราะทำสิ่งยากจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนกว่า

(เรียนรู้ Uncomfortable Zone ที่นั่นจะเป็นแหล่งที่รวบรวมคนที่ประสบความสำเร็จ และมันจะช่วยให้คุณเรียนรู้ได้รวดเร็วกว่า)

Q: คุณกำลังหมดหวัง ไม่เห็นทาง หรือไม่เห็นผลลัพธ์ของความสำเร็จใช่หรือไม่?
A: นั่นเป็นอาการเริ่มแรกของผู้ที่ประสบความสำเร็จ ลองหาผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับคุณดู ถ้าหาไม่พบ คุณจะต้องสร้างแรงบันดาลใจให้กับตนเอง เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ จนกระทั่งประสบความสำเร็จ

Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77

Check Point (Self Development)

posted on 21 Dec 2011 23:38 by jimair13  in Self-Development
Check Point เป็นการสำรวจ วิเคราะห์ หรือพิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ภายหลังเมื่อเราเริ่มตั้งเป้าหมายและลงมือกระทำ เราจะพบว่ามีอะไรบางอย่างที่จะต้องแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือปรับเปลี่ยนวิธี เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่าง…
 

ให้นึกถึงคำพูดของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ Albert Einstein ในประโยคสุดคลาสสิคที่ว่า… “การทำสิ่งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยคาดหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป ถือเป็นความวิกลจริตอย่างหนึ่ง” …แล้วสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ เกิดผลลัพธ์ที่แตกต่างไปจากเดิมหรือไม่ เจ้า Check Point นี่แหละจะเป็นตัวตอบคำถาม
 
 
เราทราบแล้วนะครับว่า สิ่งที่เราต้องการก็คือ “การเปลี่ยนแปลง” หลายท่านอาจเคยพิสูจน์หรือทดลองทำบางสิ่งบางอย่างมาแล้ว เราเรียกผลลัพธ์ที่ไม่ตรงกับสมมติฐานว่า “ไม่เปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะต้องใช้วิธีอื่นๆในการทำให้มันเปลี่ยน

คำถามแรกก็คือ เราจะต้องใช้ Check Point เมื่อไหร่?
ในมุมมองของผมเอง จะมีเรื่องของประสบการณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง บาง Check Point ใช้เวลาสั้น บาง Check Point ต้องลงมือทำนานเป็นเดือน เป็นปี สิบปี หรืออาจจะต้องทำตลอดทั้งชีวิต

ตัวอย่างเช่น แทบไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าเราด่า ดูถูกผู้อื่น หรือกล่าวร้าย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือเราจะมีแต่เรื่องเลวๆร้ายๆวิ่งเข้าสู่ตัวเรา แต่ถ้าใช้ Check Point ทันที คือหยุดด่า หยุดดูถูกผู้อื่น หรือหยุดกล่าวร้าย ผลลัพธ์เปลี่ยนทันที

บางครั้งเราได้มีการลงมือทำไปสักระยะหนึ่งแล้ว Check Point อาจเกิดขึ้นจาก “คำวิจารณ์” คือคนอื่นเห็นเราเป็นอย่างไร เช่น มีเจ้านายมาบอกเราว่าวิธีที่คุณทำอยู่ ไม่ได้ผล ไม่ตรงกับเป้าหมายของบริษัท ไม่ได้รับการยอมรับ ไม่เห็นด้วย ฯลฯ …สิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณให้เราต้องเริ่มใช้ Check Point ในการสำรวจตนเอง

คำถามต่อมา เราได้ใช้ความพยายามจริงๆแล้วหรือไม่?
ไอเดียนี้ได้มาจากการสังเกตคำสองคำของ Motion และ Action …ความรู้สึกที่ได้คือทั้งสองมีการเคลื่อนไหว แต่ Action เคลื่อนไหวแบบรู้ตัว รู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ รู้วัตถุประสงค์ในการทำ ส่วน Motion อาจเป็นการกระทำในลักษณะของกิจวัตรประจำวันทั่วๆไป และไม่มีนัยยะที่สำคัญต่อ Action ตามที่กล่าวไป

สิ่งที่คุณจะได้มาอย่างชอบธรรม คือสิ่งซึ่งคุณได้ใช้ “ความพยายาม” ลงมือทำ …คำอธิบายนี้ชัดเจนในเรื่อง Action
 
 
Failing to plan is planning to fail.
ผมมักจะมีประโยค Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan. ติดตัวไว้เสมอๆ แต่ “การวางแผนพลาด” แผนนั้นก็อาจทำให้คุณล้มเหลวได้ ดังนั้นหากเกิดความล้มเหลว เราจะต้องรีบดำเนินการตั้ง Check Point ใหม่ อย่างน้อยๆล้มแล้วต้องรีบลุก เพราะยิ่งนอนนานๆก็จะยิ่งลุกขึ้นยาก เผลอบ่อยก็อาจจะชินกับการนอนก็เป็นได้…

ผมหวังว่าเมื่ออ่านบทความนี้แล้ว เพื่อนๆคงไม่ต้องการบอกว่า “ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะ…” เพราะถ้ามีความคิดแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ มันอาจจะมีอะไรผิดพลาดในกระบวนการระหว่างปฏิบัติอยู่ก็ได้

Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
เกี่ยวกับ Law of Return ส่วนนี้คือส่วนประกอบเพื่อให้เกิดการ “เร่งรัดการกระทำ” หรือเพื่อให้มี “Action” …ไม่ว่าคุณจะอ่านหนังสือเกี่ยวกับ Self Development มามากมายแค่ไหน สิ่งที่คุณตั้งใจทำให้สำเร็จจะต้องมี Action กับกำอยู่ด้วยเสมอ คือ “ไม่ทำก็ไม่ได้” มันจึงเป็นที่มาของ Law of Return หรือกฎแห่งการตอบแทน…

เราทราบแล้วว่า “การกระทำ” เป็นผลมาจากความคิด และอาจเกิดจากการมีสัญชาติญาณ บางคนมีทักษะ มีประสบการณ์ หรือมีความชำนาญ การตอบสนองในรูปแบบของการกระทำจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติและรวดเร็ว คล้ายๆกับการตอบสนองโดยสัญชาติญาณ แต่จะมีประสิทธิสูงกว่า นักฟุตบอลที่มีพรสวรรค์ เมื่อกำลังถูกคู่แข่งรุมเข้าแย่งบอล เขามักจะสามารถหลบหลีกหรือหาทางออกได้รวดเร็วว่านักฟุตบอลทั่วๆไป แม้จะมีการฝึกฝนเหมือนๆกัน

การมีความรู้ ความคิด ความเข้าใจ หากคนผู้นั้นไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้ออกมาใช้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่แตกต่างจากคนที่ไม่ทำอะไรเลย เป็นเพราะเหตุใดหละ ทำไมคนที่ไม่มีการศึกษาสูงๆจึงประสบความสำเร็จได้ หรือพวกเขาล่วงรู้ความลับของ Law of Return

Law of Return
การทำ: ไม่มีกฎอะไรตายตัว มันคือการกระทำที่ถูกส่งผ่านออกมาจากความคิด โดยมีวัตถุประสงค์ การทำอะไรด้วยความรัก ทำด้วยความพยายาม ทำด้วยความมุ่งมั่น หรือแม้แต่ทำเพื่อหวังผล หากสิ่งที่ทำมี “ความหมาย” เกิดขึ้น โดยธรรมชาติจะตอบแทนผลของการกระทำเหล่านั้น ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง

การตอบแทน: ไม่มีอะไรตายตัวอีกเช่นกัน การตอบแทนจะมีทั้งลักษณะที่เป็นวัตถุจับต้องได้ และบางอย่างเป็นนามธรรม ได้แก่ เงิน ทรัพย์สิน วัตถุสิ่งของ มิตรภาพ เพื่อน บริวาร คนรัก ศัตรู ชีวิต จิต สติ ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ความรัก ความเกลียด ความอิจฉา ความโลภ ความโกรธ ฯลฯ

ไม่ทำก็ไม่ได้ แต่ถ้าทำ… ทำสิ่งไหนได้สิ่งนั้น
ชีวิตคุณสามารถออกแบบได้ กำหนดชีวิตตนเองได้ และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของคุณว่าต้องการได้รับการตอบแทนแบบไหน คุณต้องการการตอบแทนในทางบวก คุณก็ต้องคิดและทำในเชิงบวก คุณต้องการการตอบแทนในทางลบ คุณก็ต้องคิดและทำในเชิงลบ หรือคุณสามารถคาดหมายการกระทำได้ว่าเป็นบวกหรือลบ การตอบแทนก็จะเป็นบวกหรือลบด้วยเช่นกัน

ค่าของการตอบแทน
คนทั่วไปมองค่าตอบแทนเพียงไม่กี่อย่าง อาจเป็นเพราะคิดเล็ก ค่าตอบแทนจึงมีเพียง เงิน และความรัก ส่วนคนที่คิดใหญ่กว่า จะเห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง เห็นมิตรภาพ เห็นเพื่อนเห็นบริวาร เห็นคนรัก เห็นชีวิต เห็นจิตของตน เห็นสติ เห็นความรู้… เราจะเห็นได้ว่าคนที่คิดใหญ่ มักเลือกที่จะไม่รับรู้ หรือไม่รับเห็น ศัตรู ความเกลียด ความอิจฉา ความโลภ ความโกรธ เรื่องราวลบๆ หรือพยายามไม่นำเรื่องลบเข้าสู่ร่างกาย และในที่สุดความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่มาพร้อมกับการกระทำ ก็จะตอบแทนพวกเขาด้วยความสุขและความสำเร็จ

คนที่คิดเล็ก การกระทำจึงเล็กตาม อาจท้อง่ายหน่ายเร็ว …ไม่ทำ เนื่องจากไม่ได้เงิน ไม่ได้ความรัก ไม่มีใครสนใจ บางครั้งละเลยหรือปล่อยตนเองให้เรื่องราวไม่ดีทั้งหลายเข้าสู่ตน เมื่อไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการจึง “เลิกทำ” เมื่อเลิกทำจึงไม่ได้รับ “การตอบแทน”

ถ้าหากคุณได้พบเจอคนประเภทปลุกเร้า เร่งรัดให้มีการกระทำ ให้มีการปฏิบัติ เพื่อเป้าหมาย เพื่อกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง ในทางบวกด้วย… ผมว่าคุณโชคดีนะที่ได้รู้จักคนแบบนั้น

Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
เรารู้แล้วนะครับว่า “การเปลี่ยนแปลง” ผูกติดอยู่กับความเป็นผู้นำอย่างแยกกันไม่ออก หากตัวคุณกำลังต้องการเปลี่ยนแปลงบางสิ่ง การเริ่มต้นก็จะต้องกระทำที่ “ตัวคุณเอง” และหากพลังในตนเองมีมากเพียงพอแล้ว สภาพแวดล้อมก็จะปรับเปลี่ยนเข้าหาคุณด้วย…

การเปลี่ยนแปลงเป็นจุดเริ่มต้นของการมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง โดยธรรมชาติมนุษย์จะอยู่รวมกันเป็นสังคม มีการถ่ายทอดบุคลิก ความเชื่อ ความคิดและทัศนคติ ผ่านกระบวนการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ ถ้าหากคุณไม่ได้เริ่มต้นด้วยการตั้งตนเป็นผู้นำ แนวโน้มในการคล้อยตามผู้อื่นย่อมเป็นไปได้มากกว่า คุณจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรนอกจากจะเป็นบุคคลผู้ติดตามคนอื่นๆเท่านั้น

เมื่อถึงเวลาหนึ่ง ความเป็นผู้นำของคุณจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สัญชาตญาณของความเป็นพ่อแม่จะเกิดขึ้นเมื่อมีครอบครัวมีลูก บางคนสามารถเลิกพฤติกรรมติดเหล้า เลิกบุหรี่ เที่ยวเตร่ หรืออาการติดการพนันได้ ภายหลังจากมีครอบครัว

หรืออาจเป็นกรณีเมื่อเกิดสถานการณ์พิเศษ จะมีแรงผลักดันที่ทำให้คุณต้องแสดงความเป็นผู้นำออกมา เช่น การเกิดอุทกภัย คุณอาจจะออกมาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งๆที่แต่เดิมคุณมักไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใครก่อน เป็นต้น

กระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บางครั้งเราอาจใช้คำว่า “Turning point of life” หรือ “จุดเปลี่ยนของชีวิต” ซึ่งแต่ละคนมาช้าหรือเร็วแตกต่างกัน ผู้ที่พัฒนาตนเองอยู่เสมอมักจะมีจุดเปลี่ยนโดยเฉลี่ยที่เร็วกว่าผู้อื่น แต่ปกติจุดเปลี่ยนอาจเกิดขึ้นในช่วงเลยวัยรุ่นขึ้นไป (25+)

ถ้าหากมาวิเคราะห์เกี่ยวกับ “การเปลี่ยนแปลง” ก็อาจได้ข้อสรุปเป็น 2 รูปแบบ คือการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วคราว กับการเปลี่ยนแปลงแบบถาวร และสิ่งที่เรากำลังพูดถึงก็คือการเปลี่ยนแปลงแบบถาวร

การเปลี่ยนแปลงชนิดที่เรียกได้ว่าถึงขนาดทำให้สภาพแวดล้อมมีการปรับตัวเข้าหานั้น มีเพียงรูปแบบเดียวก็คือการเปลี่ยนแปลงแบบถาวร คุณคงไม่ต้องการให้อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ บอกคุณว่า สูตรที่ผมคิด (E = MC ยกกำลัง 2) ตัวเลข 2 มันควรจะเป็น 3 ไม่ใช่ 2 ผมขอแก้ไขใหม่ หรือคุณคงไม่ต้องการให้ผู้นำประเทศบอกกับประชาชนว่า เขาขอเปลี่ยนการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นเผด็จการนะ… แบบนี้เราเรียกว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วคราว ซึ่งไม่สามารถมีอิทธิพลเหนือสภาพแวดล้อมให้ปรับตัวเข้าหาได้ เว้นแต่ว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นจริงและได้รับการยอมรับในภายหลัง

เพราะฉะนั้น การ Change ที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณไปตลอดกาล มีความจำเป็นที่จะต้องละทิ้งความเชื่อแบบเดิมเสีย คุณจึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงแบบชนิดที่เรียกว่าถาวรได้ มีความเชื่ออีกมากมายที่จะทำให้คุณเลือกเชื่อและเปลี่ยนแปลง ความพยายามในการค้นหาสิ่งที่คุณต้องการ จะทำให้คุณมีจุดเปลี่ยนของชีวิตได้รวดเร็วขึ้น และจะเปลี่ยนแปลงชีวิตไปสู่สิ่งที่คุณต้องการในที่สุด…

Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77