posted on 19 Dec 2011 14:41 by jimair13 in Recreation
หลายครั้งนะที่เรามีความฝันอะไรหลายๆอย่าง บางครั้งก็ได้แต่รอให้มันเป็นจริง คอยเฝ้ามองถึงเมล็ดพันธุ์ที่ออกดอกผล ชีวิตของคนเมืองที่เร่งรีบ ผู้คนต่างต้องตื่นแต่เช้ามึดเพื่อออกไปทำงาน ได้เห็นสภาพของครอบครัวที่ลำบาก แม่ป้อนอาหารลูกในรถ ส่วนคุณพ่ออ่านหนังสือพิมพ์ขณะรถติด ไม่ห่างกันยังมีรถประจำทางจอดติดอยู่ คนบนรถต้องยืนเบียดแน่น บ้างก็ยกอุปกรณ์ไฮเทคมาเล่นไปพลาง บ้างยืนโบกพัดเหงื่อโดยมีสีหน้าอ่อนแรง ในใจคงคิดว่าเช้านี้คงไปทำงานสายอีกตามเคย…
ชีวิตของเราจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ แท้จริงแล้วเราต้องการอะไร …โฮ่งๆ โฮ่งๆ …เสียงสุนัขเห่าดังขึ้นมา มันคงเห็นคนแปลกหน้าเดินผ่าน หรือไม่ก็มีคนขายอะไรผ่านหน้าบ้าน กำลังนอนคิดเพลินๆ อากาศก็กำลังเย็นสบาย ทำให้รู้สึกต้องลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่าง โชคดีวันนี้ลาพักร้อน และเหมือนเวลาค่อนข้างรู้ใจเราทุกเรื่อง วันไหนที่ต้องไปทำงานจะตื่นเร็วโดยอัตโนมัติ วันไหนไม่ต้องไปทำงานก็จะตื่นสายโดยอัตโนมัติด้วยเช่นกัน ว่าแล้วก็ลุกไปล้างหน้าก่อน…
ถ้าไม่ได้ออกไปเที่ยวไหน เวลาเพียงวันเดียวคงใช้ไปกับอะไรไม่ได้มาก บนโต๊ะมีผลไม้ กระติกทำน้ำร้อน เครื่องชงรองท้อง พอมีขนมปังเหลืออยู่บ้าง นี่คงเป็นอาหารหลักในยามที่อยู่กับบ้านสินะ …นอกบ้านแดดเริ่มแรงแล้ว รู้สึกอากาศจะไม่เย็นมาก อาบน้ำให้สดชื่นดีกว่า
กลับมาในห้องนอน มีกองหนังสือที่น่าหยิบมาอ่านซ้ำอยู่หลายเล่ม บางส่วนยังคงถูกเปิดทิ้งไว้ แต่พวกมันนอนคว่ำหน้า ราวกับว่ายังรอให้เจ้าของมันมาอ่าน หรือให้จัดการเก็บเข้าที่ …แต่ช้าก่อน ข้าจะปล่อยให้พวกเจ้านอนอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะข้าจะใช้อินเตอร์เนทก่อน วันนี้มีข่าวอะไรน่าสนใจ เพื่อนๆเราทำอะไรกันบ้าง หรือยังมีใครรอคำตอบเราอยู่ …สาละวันกับข้อมูลอยู่พักใหญ่ เกิดไอเดียดีๆมีหรือจะไม่จดบันทึกไว้ …รอการอัพเดทต่อไป หุหุ
เกือบลืมไปว่าเราต้องมีสังคมบ้าง ว่าแล้วก็หยิบอุปกรณ์ยอดฮิตขึ้นมา กดส่งรูปหัวกลมยิ้มบ้าง แลบลิ้นบ้าง ส่งรูปแก้วน้ำร้อนบ้าง อรุณสวัสดิ์ชาวโลก โย่ว จุ๊กกรู้ ดีดหู ปาหัว …บางคนก็ตอบกลับ บางคนก็เงียบ บางครั้งถ้าเป็นเพื่อนใหม่เวลาทำอะไรบ้าๆบอๆก็โดนลบชื่อ ส่วนหลังนี้เป็นจนชิน แต่เราก็เข้าใจเขานะ
ที่เขียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องของอดีต ขณะนี้เรายังมานั่งพิมพ์อะไรไปเรื่อยเปื่อย ถ้าบ่นอย่างเดียวก็คงไม่ได้อรรถรส ควรจะมีภาพบางส่วนประกอบด้วย ว่าแล้วก็จะหาภาพเก่าๆ หรือจิ๊กเอาตาม Google หลายคนเผลอเข้ามาจะได้ดูภาพไปพลาง …แล้วในใจก็คิดว่า “ไอ้นี้มันเข้ามาบ่นอะไรของมันวะ คลิ๊ก Close ซะเลย …จบ”Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447MSN : jimair13_@hotmail.comBB : 222AEB77
posted on 26 Nov 2011 16:37 by jimair13 in Recreation
เนื่องจากแม่ของผู้เขียนเป็นลูกค้าประจำหนังสือคู่สร้างคู่สม (KSKS) จึงได้อ่านหนังสือ KSKS ซึ่งมีเนื้อหาและความรู้หลายอย่าง สำหรับเรื่องที่จะแชร์… ผู้เขียนมีประสบการณ์ของโรคนอนเกิน ตามที่บรรยายไว้ในคอลัมน์หมอต้น (Anti-Aging Medicine) เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำ มีความรู้สึกว่าร่างกายกลับมาติดไฟอีกครั้ง เรื่องก็มีอยู่ว่า…
โรค Hypersomnia หรือโรคนอนเกิน เป็นโรคของผู้ที่ชื่นชอบการนอน และขี้เซา หากใครรู้สึกว่ายิ่งนอนพักเท่าไรก็รู้สึก… ไม่พอ บางทีคุณอาจต้องทำอะไรซักอย่าง
อาการของโรคนี้จะรู้สึกเฉื่อย ซึมเซา และไร้ชีวิตชีวา บางทีกินน้อยแต่อ้วนง่าย ประกอบกับถ้าหากมีความเครียดผสมรวมอยู่ด้วย ก็จะมีผลทำให้กินแล้วเก็บได้มาก สมองเฉื่อยชาคิดไม่ออก มึนงง และนำไปสู่ปัญหาโรคร้ายได้แก่ หลอดเลือดสมองตีบ, โรคหัวใจเฉียบพลัน, ไทยรอยด์, ติดเชื้อไวรัส โรคซึมเศร้า และโรคอ้วน…
วิธีสังเกตอาการของโรคนี้ ให้สังเกตที่เวลานอนครับ แต่ก่อนนอนเป็นเวลา แต่ปัจจุบันนอนได้ทั้งวัน เวลานอนที่เพิ่มมากขึ้น อาการง่วงซึมผิดปกติ สิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเป็นบ่อเกิดของโรคดังกล่าว และนำมาซึ่งอาการอมโรคอีกสารพัด
หากจะอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ มีสารตัวหนึ่งซึ่งเรียกว่า Melatonin โดยต่อมในสมองจะหลั่งสารดังกล่าวออกมา (ในหนังสือเรียกว่า “ต่อมง่วง”) ทำให้รู้สึกง่วงนอนและหลับ สำหรับคนปกติทั่วไป ต่อมง่วงจะทำงานสมดุลกับกลไกทางสมอง แต่ถ้าสองอย่างนี้ทำงานขัดแย้งกัน จะทำให้เกิดการนอนผิด ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งนอนไม่หลับหรือตาค้าง หรืออีกอย่างคือนอนเกิน โดยไม่ว่าจะนอนไม่หลับหรือนอนนาน ย่อมมีผลเสียต่อสุขภาพของเราทั้งสิ้น
เราสามารถแก้ไขอาการติดนอน ได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอน ให้ร่างกายปรับเปลี่ยนกลไกทางสมอง ได้แก่
-การเข้านอนตื่นนอนให้ตรงเวลาทุกวัน หลายคนมักตื่นนอนแล้ว แต่ไม่ยอมลุกจากที่นอน ขอนอนต่อ อาการแบบนี้เมื่อทำติดกันจนเป็นนิสัย ก็จะกลายเป็นการนอนเกินโดยอัตโนมัติ
-ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นข้อแนะนำสากลสำหรับหมอ แต่การออกกำลังกายที่แนะนำ ควรออกกำลังกายให้ตรงเวลาด้วย หากออกกำลังกายใกล้เวลานอนเกินไป นอกจากจะทำให้นอนไม่หลับแล้ว ก็อาจจะไปง่วงตอนเช้าบ่อยๆ
-ปรับสภาพที่นอนให้อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่มีเสียงดังรบกวนการนอน หรือแสงไม่แยงตาจนรบกวนสุขในการนอน เมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่น สมองเมื่อได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ก็จะตื่นตัว ไม่หลงลืม และซึมเซา
นอกจากนี้สาเหตุของโรคอาจเกิดจากการใช้ยา เช่น ยาลดน้ำมูก ยาแก้แพ้แก้คลื่นไส้ และยาที่เกี่ยวกับจิตประสาทอย่างเช่นยานอนหลับ หรือบางครั้งเกิดจากอาการตีกันของยา ทำให้เกิดความรู้สึกง่วง ตื่นมาไม่สดใส สมองพังไว
ในแง่ของอารมณ์ ก็อาจเป็นสาเหตุของโรคได้เช่นกัน บางคนทำงานเครียด มีปัญหาหลายอย่างให้คิด จิตใจและอารมณ์จึงแปรปรวน ทำให้ต่อมต่างๆทำงานขัดแย้งกับกลไกทางสมอง ร่างกายจะรู้สึกเหนื่อยล้า เศร้าหมอง อยากแต่จะพักอยากเอาแต่นอน หากปล่อยไว้นานก็จะมีสารพัดโรคถามหาอีกเช่นกัน
บทสรุปของโรคนอนเกิน คือการใช้ระยะเวลานอนที่ยาวนานเกินไป การนอนนานเกินไปนอกจะทำให้ไม่ฉลาดแล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุของการก่อโรคร้ายอื่นๆตามมา ซึ่งไม่ดีเลย …ถ้าหากฝืนใจไม่ไหว ก็ควรหาทางเพื่อเข้ารับการรักษาจาก “เวชศาสตร์นิทรา” (Sleep Medicine) ดูก็ได้ครับ
นับถือ
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
posted on 20 Nov 2011 17:57 by jimair13 in Recreation
ในโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี มีได้ก็ต้องมีเสีย เรื่องงานก็เหมือนกัน บางคนทำงานง่ายๆ รวยเร็วและมาก คนรวยได้เงินจากคนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนจน ส่วนคนจนเสียเงินให้คนรวย และมักเสียอยู่อย่างนั้นร่ำไป …เห็นไม๊ว่าโลกนี้ไม่มีฟรี เข้าเรื่องตามหัวข้อ แต่ละข้อมาจากไหนก็ไม่รู้ อ่านเพื่อเอาฮาหรืออ่านแล้วจะเศร้าดีวะกู…
1 อาชีพนายกทำให้เรารู้ว่าปูก็โง่แบบควายได้ หรือจะพูดคำว่า สมองหมาปัญญาปู ก็ได้นะ… ปล. สงสารคนที่เกิดมาชื่อปูจริงๆฮับ
2 ในที่สุดก็ทราบว่าคนที่รับจ้างมาด่ามาโวยวายว่า ดีแต่พูด ดีแต่กู้ สุดท้ายก็เข้าตัวเอง…
3 นายกไทยดราม่าได้มากกว่าในละครเสียอีก
4 ปกติดาราออกมาด่าหรือโวยวาย ภาพพจน์ยิ่งเสีย แต่ถ้าด่ารัฐบาล… คุณเป็นฮีโร่
5 การเมืองไทยก็มีเรื่อง 18+ ไม่แพ้อเมริกา อิตาลี หรือฝรั่งเศส …ไม่ “เอาอยู่” ก็ “แตกแล้ว”
6 ประชุมสภาของไทยเหมือนโรงละครสัตว์ มีทั้งเหี้ย ควาย หมา ปู เต็มไปหมด คนจึงเสียดายเงินภาษีที่จ่ายให้รัฐ
7 การเมืองคือหัวข้อที่เฮียที่สุดในที่ทำงานและเวลารับประทานอาหาร เถียงให้ตายเรื่องก็ไม่จบ
8 ยิ่งทำงานหนัก ไม่ได้ช่วยให้คุณรวยขึ้น
9 กลับกันคนที่ทำงานน้อย แต่ทำไมรวยเอาๆ
10 นักปลุกระดมไม่ต้องการความจริง ขอแค่มีคนช่วยสนับสนุนก็พอ… แม้แต่เรื่องเฮียๆก็ยังมีคนมาสนับสนุนได้
11 อย่าสนทนาทางธรรมกับนักปลุกระดม เพราะมันหยาบคายมากสำหรับเขา
12 ศปภ คือ หน่วยงานของรัฐที่น่าขยะขแยงที่สุด มีคนเชื่อถือน้อยที่สุด คำย่อถูกนำไปแปลความได้หลายความหมาย แต่ละความหมายฮาตรึม
13 ตำรวจคือหน่วยงานที่รับใช้รัฐบาล ส่วนทหารมีไว้รับใช้ประชาชน
14 เด็กๆโตขึ้นจึงอยากเป็นทหารมากกว่าตำรวจ
15 สิ่งที่คิดได้เกี่ยวกับตำรวจก็คือ สินบน จ่าเฉย โจร หัวปิงปอง ตำหนวด หรือสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย
16 มากว่า 50% ของ Spam คืองาน MLM
17 ใครเคยได้รับอีเมลล์ “โอนเงินให้แล้วนะค่ะ” ตูอยากจะตะโกนใส่หน้าว่า “มึงส่งมาทำพ่อง… มึงหรา อีเฮีย”
18 ข้อความที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในอีเมลล์ของงาน MLM ก็คือ “ขออภัย หากเมลล์นี้เป็นการรบกวน…”
19 และพรีเซนเตอร์ของ Spam มักเป็นน้องๆนักศึกษาหน้าตาน่ารักๆ รูปเดียวแต่มีทั้งน้องเปิ้ล น้องส้ม น้องหมวย และอีกสารพัดน้องๆ
20 สารพัดโพสข้อความ หรือโพสคำพูดสวยๆ ให้เดาว่าพวกเขาทำ MLM
21 พวกที่ชอบทำโอทีมักอู้งานในเวลากลางวัน
22 กรรมการผู้จัดการมักกลัวฝ่ายตรวจสอบซึ่งมีหัวหน้าฝ่ายเป็นลูกน้องของตนเองอีกทีหนึ่ง
23 มีนักลงทุนจำนวนมากชอบเล่นการพนัน
24 เศรษฐีหลายท่านมักใช้คนที่นั่งรถเมล์ไปทำงานบริหารเงินให้
25 นักลงทุนที่ไม่มีเวลาหน้าจอคอมพิวเตอร์มักมีอิสรภาพทางการเงินเร็วกว่านักลงทุนแบบอื่นๆ
26 คาซิโนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทยอยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
27 มีคนเก็งกำไรเกิดขึ้นมากมายช่วงน้ำท่วม!?!!
28 เย็นวันศุกร์เป็นยอดปรารถนาของลูกจ้างทั้งหลาย แต่เป็นที่ตุ๊บๆต่อมๆของชาวเดย์เทรดหละ
29 อย่าไปตามงานกับเพื่อนทุกวันที่ 1 และวันที่ 16 ของเดือน เพราะเขาจะคิดถึงแต่ตัวเลข
30 หมอมักแนะนำคนไข้ให้กินยาแทนการใช้อาหารเสริม แต่ตัวเองทานอาหารเสริมแทนยา
31 คนที่เรียนจบสูงมักเป็นลูกจ้างของคนที่เรียนไม่จบ
32 ประธานบริษัทรถยนต์แต่ละค่ายมักบอกยี่ห้อของตนดีที่สุด แต่ตัวเองกลับนั่งรถเบนซ์
33 โจรใส่สูทปล้นคุณได้ง่ายกว่าโจรถืออาวุธ
34 ประวัติการทำงานที่ดูดี มีไว้หลอกฝ่ายบุคคลควายๆเท่านั้น
35 พริตตี้คืองานที่ยืนอยู่เฉยๆแล้วได้ตัง
36 80% ของคนที่ไปงานมอเตอร์โชว์คือคนที่ไปดูพริตตี้ นอกนั้นคือตากล้อง และคนขายใบจอง
37 Facebook คืองานประจำของพนักงานออฟฟิศ
38 Facebook เป็นสถานที่ระดมพลได้ดีที่สุดแล้ว ณ ขณะนี้ ไม่ว่าจะเกลียดตุ๊ด อยากเอาเท้าเหยียบหน้า คัดค้านกฎหมาย ฯลฯ ขอให้มีคนเริ่มเถอะ …สาวกก็พร้อมตามทันที
39 แม้บริษัทจะมีนโยบายให้ใช้อินเตอร์เนทเพื่องานเท่านั้น หรือบล็อคเว็ปเหล่านี้ แต่พนักงานก็สามารถเล่น Facebook ได้ตลอดเวลา
40 อาชีพนักสืบเสี่ยงที่จะตกงานเนื่องจาก Facebook เพราะมันรู้ดีว่าแฟนของคุณจะไปขี้ เยี่ยว ตด หรือจะไปแรดที่ไหน
41 ผู้จัดการไม่ควรเสียดายคนเก่งที่ลาออก เพราะขาดเขาไปงานก็ยังคงสามารถเดินต่อไปได้ ปัญหาส่วนใหญ่ใช้ตรรกะง่ายๆในการแก้ไข จริงๆนะ…
42 ผู้จัดการควรกำหนดวะระการประชุม หัวข้อที่ชัดเจน และเวลาเลิกประชุม เพราะส่วนใหญ่ผู้เข้าร่วมจะไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาเลย
43 สิ่งที่น่าเบื่อที่สุดของงานคือการประชุม เพราะจะมีคนอย่างน้อยๆหนึ่งคนที่พร่ามแต่สิ่งไร้สาระอยู่เสมอ
44 พ่อค้าแม้ค้าไทยคือผู้ที่ได้รับยกเว้นในสถานที่ห้ามขาย ห้ามจอดรถ
45 เกษตรกรไทยโกรธง่ายหายไวที่สุด เมื่อเกิดปัญหาก็ออกมาโวยวาย สุดท้ายได้เงินไม่กี่บาทก็ลืมแล้ว
46 ตอนน้ำท่วม เซลล์ขายประกัน ขายบัตรเครดิต มักเป็นสิ่งที่คนรังเกียจที่สุด (ตอนปกติก็รังเกียจอยู่แล้ว)
47 โสเภณีดีกว่าเมียตรงไหน? …ก็เพราะไม่ขี้บ่น จู้จี้จุกจิก ที่สำคัญสั่งอะไรให้ทำก็ทำ (ระวังเมียได้ยินนะ) …โสเภณีไม่ใช่อาชีพที่แย่อะไรหากเทียบกับนักการเมือง
48 ลูกน้องชอบอะไรมากที่สุด? …ชอบให้ไม่มีหัวหน้าไง อิ๊อิ๊ ยิ่งพักร้อนไปนานๆยิ่งดี เห็นด้วยปะ
49 ใครบอกว่า (อาชีพ) กีฬาสร้างความสามัคคี ดูตามเว็ปบอร์ดสิ เกรียนทะเลาะกันเต็มไปโหม๊ดเลยนิ
50 เรื่องตลกของข้าราชการตำรวจ เขาประกาศว่าช่วงน้ำท่วม ขอรบกวนคุณโจร คุณขโมย ให้เลิกทำงานนี้ไปก่อน พูดมาได้… ไอ้หัวกรวววยยย …ชิส์
-- มีนักข่าวฝรั่งงงๆมาถามเกี่ยวกับอาชีพว่า ทำไมรองนายกถึงตัวเตี้ยกว่านายกมากมาย? เอ่อ… คนนั้นเขาเป็นนักข่าวชื่อสรยุทธิ์ อีกคนเตี้ยๆดำๆชื่อโก๊ะตี๋ เป็นนักแสดง… ส่วนนายกกำลังเอาอยู่ เอาอยู่ อย่าไปกวนเขานร้า…
อันนี้ไม่เกี่ยวกะงาน… แต่การพังกระสอบทราย การพังบิ๊กแบ๊ก ชาวบ้านบอก… เพื่อความเท่าเทียมเสมอภาคนะฮ๊า “…เออจริงหวะ ตูก็ท่วมเท่าๆคุณมึงแหละ ไอ้สัตว์”
posted on 01 May 2011 23:01 by jimair13 in Recreation

ที่จับเอาเรื่องดังกล่าวมาไว้ในหมวด Recreation เพราะมันเกิดจากการพักผ่อนของผมซึ่งมักใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ คำพูดที่ว่า “การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ” คือสิ่งสำคัญมากในระดับชีวิต เพราะถ้าหากคุณไม่มีชีวิตแล้ว คุณย่อมไม่สามารถที่จะสร้างสรรค์อะไรๆให้แก่โลกได้ โดยหนังสือ Death By Prescription นี้ แม้ว่าจะเป็นเล่มที่ค่อนข้างอ่านลำบาก แต่ก็ให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากผลข้างเคียงของยาได้มากทีเดียว
เราทราบดีว่าเมื่อพูดถึงยา มันคือสิ่งที่สังเคราะห์ขึ้น (ไม่เป็นธรรมชาติ) เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรค และบรรเทาอาการเจ็บป่วยของร่างกาย …ด้วยการที่ยาไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมชาติ สารเคมีที่เป็นส่วนผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ของยาจึงเป็นสิ่งแปลกปลอม โดยปกติร่างกายจะมีอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมดังกล่าว นั่นก็คือตับและไต ซึ่งทำหน้าที่ในการแยกของเสียออกจากร่างกาย ตับจะทำหน้าที่ในการสร้างเอนไซม์หลายชนิดเพื่อช่วยในการกำจัดสารเคมีที่มาพร้อมกับยา เพราะฉะนั้นวิธีที่จะช่วยให้ตับและไตมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน เราควรเลือกรับประทารอาหารที่ปรุงจากธรรมชาติและสมดุล (ครบสารอาหารทุกหมวดหมู่)
ยารักษาโรคแม้จะมีข้อดี แต่ผลข้างเคียงที่เกิดจาก “ความไม่รู้” ในการใช้ยา ก็อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและชีวิตได้ โดยปกติของการใช้ยา ผู้เป็นแพทย์จะต้องคำนึงและชั่งวัดระหว่างประโยชน์และโทษที่ผู้ป่วยจะได้รับจากยา นอกจากนี้เมื่อพิจารณาถึงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแล้ว การใช้ยาควรเป็นทางเลือกสุดท้าย มิใช่ทางเลือกแรกจากเหตุผลย่อหน้าก่อน
ในหนังสือจะมีตัวอย่างและผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยามากมาย ตัวอย่างเช่น การใช้ยาเกินขนาด ทานยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินกว่าที่ระบุไว้ในฉลาก สารเคมีในยาต่างชนิดเสริมกันในลักษณะเป็นยาพิษ สารเคมีบางชนิดส่งผลอันตรายแก่ทารก อวัยวะอื่นๆ รวมไปถึงหัวใจ กล้ามเนื้อ กระดูก หรือแม้แต่เป็นต้นเหตุโดยตรงทำให้เกิดอาการตับวาย ไตวาย… อาการแพ้ยา ยาตัวใหม่ที่ไม่ยังไม่ได้รับการยอมรับในระยะยาว การใช้ยาสมุนไพรบางชนิด การใช้ยาจากแพทย์เฉพาะทางหลายคน ซึ่งแน่นอนว่าผลกระทบจากยาที่ร้ายแรงที่สุดก็คือความตาย
ประสบการณ์ในชีวิตจริงจากคนใกล้ตัวซึ่งเป็นผู้ร่วมงานของผม เกี่ยวกับการใช้ยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรและมะรุม ในช่วงที่เกิดการระบาดของไข้หวัด 2009 แม้การใช้ยาดังกล่าวจะช่วยรักษาอาการเป็นไข้หวัด และบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกายในระยะแรกได้ แต่ด้วยความไม่ตระหนักถึงอันตรายจากผลข้างเคียง และการรับประทานยาอย่างยาวนานต่อเนื่อง เป็นผลทำให้เธอเกิดภาวะของของอาการไตวายเฉียบพลัน และเหตุการณ์ดังกล่าวเกือบคร่าชีวิตของเธอ โชคยังดีที่แพทย์ได้ช่วยเหลือไว้ทันเวลา…
เมื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาไม่ได้ ผู้ป่วยควรมีความระมัดระวังในการใช้ โดยการตรวจสอบถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย (ด้วยตนเอง) ในระยะแรกๆภายหลังจากการใช้ยา ผู้ป่วยอาจจะรู้สึกว่าอาการของโรคหายไป ความเสี่ยงจากการใช้ยาส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ต้องใช้ยาในการรักษาโรคติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หากพบว่าตนเองรู้สึกไม่มีเรี่ยวแรง ปวดเนื้อเมื่อยตัว เจ็บกระดูก เจ็บหน้าอก วิงเวียนศรีษะ ปวดหัวรุนแรง อาเจียน ปวดท้อง เนื้อตัวมีสีเปลี่ยนไป อุจาระมีสีผิดปกติ บางทีสิ่งต่างๆเหล่านี้อาจเป็นผลข้างเคียงและอาการที่เกิดจากการใช้ยาได้
พฤติกรรมบางอย่างก็อาจเปลี่ยนความคิดให้มีความต้องการในการใช้ยาได้ สิ่งที่พึงต้องระวังให้ดี ตัวอย่างเช่น ผู้หญิงที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก หรือต้องการลดน้ำหนักให้ได้อย่างรวดเร็ว อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาในการลดความอยากของอาหาร ผู้ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน วัยทอง อาจมีความจำเป็นต้องใช้ยาในการทดแทนฮอร์โมนบางชนิด ผู้ที่ประสบภาวะทางจิตใจอย่างรุนแรง ความเครียด อาการนอนไม่หลับ อาจจำต้องพึ่งยาระงับประสาทหรือยานอนหลับ เป็นต้น
หากเราตระหนักถึงถึงผลค้างเคียงที่เกิดจากการใช้ยาแล้ว เราควรหันมาใส่ใจต่อสุขภาพของตนเองมากขึ้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันมิให้อวัยวะภายในเกิดความเสื่อมถอยโดยเฉพาะสมอง หัวใจ ปอด ตับและไต การลดเครื่องดื่มบางประเภทที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ทานอาหารจำพวกปิ้ง ทอด ย่าง ให้น้อยลงเพื่อลดการนำเข้าของสารอนุมูลอิสระ งดสูบบุหรี่ อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ พยายามทำให้สภาพจิตใจไม่เครียด หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ สิ่งนี้จะช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสมกับคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีโรคคือลาภอันประเสริฐ” ครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
posted on 09 Jan 2011 16:57 by jimair13 in Recreation
Credit UrAsianSourceTV
Credit dongongart
Credit BelieveRecordsTube
Credit fantareeed
Credit AornNadia
หนาวกว่าทุกคืน วงกะลา
ยาใจ วงพริกไทย
บ๊าย บาย วง Friday
เผื่อลืม วง 1 2 3 Soul
ไกล วง Musketeers
posted on 01 Dec 2010 22:51 by jimair13 in Recreation
ได้รับคำเชิญอีกครั้งจากเพื่อน ให้ไปช่วยเก็บภาพงานแต่ง แต่จะบอกว่าผมเพิ่งขายแฟรช SB900 ไปได้ไม่นาน กะว่าจะถ่ายภาพธรรมชาติเป็นหลัก และการใช้แฟรชแยกค่อนข้างเปลืองพื้นที่จัดเก็บ ลองมาพิจารณางานแต่งแบบแฟรชหัวกล้องกันนะครับ
ผมขอคัด 10 ภาพเน้นๆ หากใครอยากดูรูปอื่นๆให้ตามไปที่ Multiply ได้เลยครับ
อุปกรณ์คู่ชีพ Nikon D90 + 18-200 3.5-5.6 VR
สถานที่ โรงแรมเรเนซองส์ Renaissance ถนนเพลินจิต
งานแต่งแบบค็อกเทล อาหารอร่อยดีครับ
ภาพที่ 1 “Basic” เป็นการถ่ายจากรูปอีกทีหนึ่งครับ
ภาพที่ 2 “Gift” ของชำร่วยในงาน ISO 2000
ภาพที่ 3 “Ice” เป็นปกติของงานแต่งในโรงแรมที่จะต้องมีน้ำแข็งชื่อย่อ
ภาพที่ 4 “Happy” วันแห่งความสุขครับ
ภาพที่ 5 “Hand” เก็บลายเพ้นท์เล็บเจ้าสาว
ภาพที่ 6 “Hold” จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน…
ภาพที่ 7 “Kiss Me” อิ๊อิ๊
ภาพที่ 8 “Cake” ถ้าเค้กไม่ขาว ตัวแบบดำแน่
ภาพที่ 9 “Again” อีกครั้งนะ… อิ๊อิ๊
ภาพที่ 10 “Next?” ถัดไปเป็นงานใครเอ่ย
Happy ending… ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ
posted on 26 Oct 2010 23:09 by jimair13 in Recreation
หลังจากทั้งปีทำงานมาอย่างหนัก มองปฏิทินดูแล้วเห็นวันหยุดเพิ่มมาอีกหนึ่งวัน เพื่อนๆเลยไม่รอช้าที่จะสรรหาทริปสั้นๆมาทริปหนึ่ง และเราตกลงกันว่าจะไปกาญจนบุรี…
ดูรูปคลิ๊ก

นัดพบกันแปดโมงเช้าของวันเสาร์ที่ 23 ณ สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ มีสมาชิกร่วมเดินทางสี่ท่าน คือ ผม, Sup Top, พิพัฒน์ และคุณต้นเจ้าของรถ โฟรวีลฟอร์จูนเนอร์
คืนวันศุกร์เลยรีบตื่นนอนตั้งแต่ตีห้า และไปถึงสถานที่นัดหมายราวๆเจ็ดโมงเช้า …ด้วยการที่มาเร็ว เลยนั่งมองชีวิตคนแถวนั้น แต่ก็มีปริมาณนักท่องเที่ยวน้อย แม้ว่าจะเป็นช่วงวันหยุดยาวก็ตาม
เริ่มโทรหา Sup Top ครั้งแรกไม่รับสาย ไม่เป็นไร เพื่อนคนนี้ไม่ค่อยรับอยู่แล้ว …รออีก 10 นาทีจึงโทรใหม่ พอต่ออีกครั้งคราวนี้รับสาย แต่ทำไมมันเหมือนคนเพิ่งตื่นหว่า!!! ใช่แล้ว… เราโทรไปปลุกนี่เอง เห้อ…
เวลานัดเลยสายไปอีก 30 นาที จึงเริ่มออกเดินทางกันแปดโมงครึ่ง
ผมตั้ง GPS ไว้ที่เหมืองปิล๊อก แต่ด้วยการที่แผนที่ขาดการอัพเดทมา 3 ปี เพื่อนๆจึงขาดความเชื่อมั่นใน GPS ตัวนี้ แต่มันก็ช่วยทำให้รู้ว่าเราหลงอยู่ที่ไหน ^^
เราใช้ทางหลวงหมายเลข 3272 ในการไป กะว่าจะตะลอนแถวทองผาภูมิ ไปบ้านป้าเกล็น กับขึ้นเขาช้างเผือก และแวะบ้านทาร์ซาน ฯลฯ
ระหว่างทางมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งสะพานข้ามแม่น้ำแคว น้ำตกไทรโยค ถ้ำดาวดึงส์ ช่องเขาขาด น้ำตกผาตาด บ่อน้ำพุร้อนหินดาด แต่เราก็ไม่ได้แวะที่ไหน จนกระทั่งถึงตลาดทองผาภูมิ เพื่อซื้อเสบียงก่อนขึ้นไปใช้ชีวิตบนเขาเป็นเวลา 1 คืน
และเราก็ขึ้นไปยังเนินช้างเผือก จุดชมวิวต.ปิล๊อก ไปหมู่บ้านอีต่อง ขึ้นเนินช้างศึก แวะชมบ้านทาร์ซาน จุดชมวิวทองผาภูมิ แล้วกลับมานอนแถวๆเนินช้างเผือกด้วยการตั้งเต้นท์ที่แบกมาด้วย ระยะทางจากตัวเมืองกาญไปถึงสถานที่เหล่านี้ร่วมๆร้อยกิโลกว่าได้ ไปถึงต.ปิล๊อกก็อยู่ในช่วงบ่ายสามโมง เขาช้างเผือกไม่ได้ขึ้นไปเพราะตั้งจองคิวล่วงหน้ากับเจ้าหน้าที่อุทยานทองผาภูมิก่อน เจ้าหน้าที่จะทำขึ้นไปกลุ่มละ 60 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มครับ
เราไม่ได้ไปบ้านป้าเกล็นเนื่องจากรถโฟรวีลก็จริง แต่เป็นดอกยางธรรมดา ประกอบกับมีฝนตกลงมา เจ้าหน้าที่จึงไม่แนะนำให้ลงไป เลยเปลี่ยนไปหมู่บ้านอีต่องแทน หลังจากนั้นขึ้นเนินช้างศึก โดยทั้งหมู่บ้าน และเนิน ต่างก็มีหมอกลงจัดจนสามารถถ่ายรูปได้อย่างที่เห็น ส่วนอากาศและรมนั้นค่อนข้างแรง
ผมเองนอกจากจะแบกเต้นท์และเสบียงส่วนหนึ่ง สิ่งที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ก็คือโน้ตบุ๊ค แต่ก็เอามา ไฟฉายเป็นสิ่งจำเป็น ใครมีถุงนอนมาด้วยก็จะดี เพราะที่นี่ตอนกลางคืนอากาศค่อนข้างเย็น (ต่ำกว่า 15 องศา) ใครอาบน้ำเย็นไม่ได้คงขนลุก แต่ผมไม่มีปัญหาเพราะที่บ้านเครื่องทำน้ำอุ่นเสียมานานแล้ว ^^
รองเท้าแตะเลือกคู่ที่พื้นแข็ง มีดอกยางบ้าง อย่างนาย Sup Top ลื่นหัวฟาดพื้นไหล่เดาะไปหนึ่งคนในคืนแรก ก่อนนอนพวกเราเล่นไพ่กันสนุกๆในเต้นท์ ส่วนคนรอบข้างทำกับข้าวกินกัน บ้างก็นอน บ้างก็ดวดเบียร์กันอย่างมีความสุข จนกระทั่งถึงเช้า
วันที่สองเราออกเดินทางตั้งแต่เก้าโมง (ไม่ค่อยจะตื่นเช้ากัน) ถ่ายรูปวิวช่วงเช้า เสร็จแล้วลงมาหาอะไรทาน มีคนแนะนำร้านกาแฟสดทานตะวัน หากลงมาจากต.ปิล๊อกให้ใช้เส้นทาง 323 แยกไปสังขละบุรี ขับรถไปประมาณ 5 กิโล ร้านกาแฟจะอยู่ทางซ้าย เป็นร้านเล็กๆแต่กาแฟอร่อยจริง และเราก็แวะทานข้าวที่นั่นด้วย ส่วนผมจัดคาปูชิโนเย็นไปสองแก้ว ก่อนออกเดินทางไปหาที่พักเอากันดาบหน้า
ลืมไปว่าก่อนเลี้ยวออกแยกสังขละบุรี เราแวะที่เขื่อนวชิราลงกรณ์กัน แดดแรงมาก ที่กาญบทจะร้อนก็ร้อนตับแตก มีทั้งฝน และอากาศยังหนาวอีกด้วย แต่สำหรับที่เขื่อนแล้ว เราถ่ายรูปกันแป๊ปเดียวเพราะเหมือนกำลังจะถูกย่างจากแสงแดด
จากทางไปสังขละบุรีแยกออกจากทองผาภูมิ เราตั้งใจว่าจะไปพักที่อุทยานแห่งชาติเขาแหลม แต่วิวไม่เด่น เลยไปตั้งเต้นท์ที่ป้อมปี่ ที่นี่มีวิวสวยมาก มีห้องน้ำ และอาหารไว้บริการ สะดวกสบายกว่าจุดกางเต้นท์อื่นๆ
ยังมีเวลาอีกเยอะ เราจึงพากันไปสังขละบุรี ไปชมด่านเจดีย์สามองค์ สะพานมอญ วัดพุทธคยา เมืองบาดาล และวัดวังก์วิเวการาม ระยะทางต้องขับรถไปอีกราวๆ 60 กิโล แต่ก็ขับง่ายกว่าตอนไปต.ปิล๊อก เพราะที่นั่นมีโค้งมากกว่า 300 โค้งครับ
ที่ด่านเจดีย์สามองค์ เราแวะถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก เสร็จแล้วย้อนกลับมาเข้าทางไปสังขละบุรีเพื่อไปชมสะพานมอญ ซึ่งเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย เราได้ล่องเรือชมทั้งสะพานและเมืองบาดาล เห็นวิวสวยๆของเจดีย์วัดพุทธคยา และภูมิทัศน์โดยรอบของเมืองที่เงียบสงบแห่งนี้ หากจะพักบนแพ ก็มีราคาคืนละ 900 หรือจะนั่งเรือชมวิวก็ตกคนละ 60 เองครับ
เราขลุกกันอยู่ในสังขละบุรีจนถึงเย็น ก่อนออกเดินทางกลับไปยังจุดกางเต้นท์แถวป้อมปี่ ในอุทยานแห่งชาติเขาแหลม และเราก็พักที่นั่นอีกคืนหนึ่ง
เช้าวันที่สาม พวกเราตัดสินใจไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นโดยวกกลับมาทางไปอ.ทองผาภูมิ แต่เลี้ยวซ้ายเข้าไปยังวนอุทยานแห่งชาติลำคลองงู ทางไปน้ำตกจะใช้เส้นทางรอง สภาพถนนจึงเป็นลูกรัง สลับกับหินบ้าง บางช่วงที่ขึ้นเนินสูงก็อาจมีการเทคอนกรีต แต่เส้นทางนี้เราอาศัยการขับตาม GPS เสียเป็นส่วนใหญ่ ระยะทางไปถึงน้ำตกก็ราวๆอีก 70 กิโล แต่จะใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงในการไปถึง
ก่อนไปน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น เราแวะทานข้าวที่น้ำตกเกริงกระเวีย ซึ่งเป็นน้ำตกเล็กๆ แต่สวยงามไม่น้อย ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกอีกเช่นเคย
ถึงน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ที่นี่มีทั้งหมดเจ็ดชั้น ชั้นที่สวยที่สุดน่าจะเป็นชั้นที่สี่ แต่ลงเล่นน้ำไม่ได้ ชั้นที่หกก็สวยแต่ไม่สูง ส่วนเราเดินขึ้นไปชั้นที่เจ็ด กับระยะทางเดินราวๆ 1 กิโล ชั้นนี้เป็นของพวกเรากลุ่มเดียว เพราะไม่มีใครขึ้นมาเล่นน้ำกันเลย และเราใช้เวลาเล่นน้ำกันประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ
เนื่องจากทริปนี้ไม่ค่อยตระเตรียมการ หลายๆอย่างจึงคิดและวางแผนกันในขณะเดินทาง ผมเองจะเป็นหน่วยทำลายเสบียงอาหาร Sup Top นอนตลอดทาง คุณต้นช่วยเล่าประวัติศาสตร์ของจังหวัดและที่เที่ยว พี่พิพัฒน์ขับรถได้อย่างรู้ใจและแน่นอน ต้องขอขอบคุณทุกๆท่านมา ณ ที่นี้
อุปกรณ์ถ่ายภาพ Nikon D90 + Lens Zoom 18-200 VR 3.5-5.6 + ND Filter -2 Stop
เหนื่อยหนัก อย่าลืมพักกันบ้างนะครับ
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77