
หากใครเคยทำหรือกำลังทำงานเหล่านี้อยู่ จะเห็นว่าแนวทางของการสร้างเครือข่ายได้สอนอะไรเราหลายๆอย่างทีเดียว สำหรับประเทศต้นกำเนิด MLM อย่างอเมริกา มีวิวัฒนาการที่แตกต่างไปจากเดิมพอสมควร ซึ่งแต่ก่อนมักเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการค้าเป็นหลัก ทีมงานที่โดดเด่น (ในระดับโลก) ซึ่งเน้นตัวสินค้ามากก็จะเป็นทีมของ Brig Hart แต่ก็มีอีกหลายทีมที่มักไม่ค่อยพูดถึงสินค้านัก…
ผมจึงเข้าไปเรียนรู้และพบว่าคนเหล่านี้มีการใช้ MLM เป็นเครื่องมือทางการเงินอย่างหนึ่งเท่านั้น และเป็นไปอย่างที่คิดไว้ คือไม่มีการแนะนำสินค้าเป็นพิเศษ แต่จะมีสิ่งที่เรียกว่า Commitment ซึ่งเป็นการอธิบายถึงเหตุผลว่าทำไมต้องซื้อสินค้า หลักๆก็เพื่อทำให้มันเป็นธุรกิจจริงๆ มีการเคลื่อนไหวของสินค้า คนในองค์กรจึงจะมีรายได้ นั่นคือหลักการ แต่หากคุณยังไม่พร้อม คุณต้องรู้จักเทคนิคของการทำงานก่อน
โปรโมทสินค้าเฉพาะเท่าที่จำเป็น …นอกเหนือจากนั้นคือการสร้างคุณค่า
แล้วคุณค่าที่ว่านั้นมันคืออะไรหละ? ผมถาม
คุณคงเคยเห็นแล้วนะ ว่าบางคนเข้ามาทำงานนี้แบบไม่จริงจังพอ ไม่พัฒนาตนเอง ไม่ช่วยเหลือทีมงาน คุณว่าการสร้างองค์กรขนาดใหญ่พวกเราจะต้องอดทนและมีความเพียรมากแค่ไหน จึงมาถึงจุดนี้กันได้…
อืม… ผมฟังอย่างออกรส แล้วเขาก็อธิบายต่อ
ผมมีทีมงานที่ไม่ได้เก่งอะไร บางคนสร้างเครือข่ายได้ปีละคนสองคนเท่านั้น แต่พวกเขาก็ไม่เลิก ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ท้อหรอกนะ แต่พวกเขามี “ความเชื่อ” …ความเชื่อที่ว่าถ้าทำงานนี้สำเร็จ มันจะเป็นการปลดปล่อยสิ่งที่พวกเขาได้ใช้ความพยายามมาตลอดหลายปี อีกอย่างนะ พวกเขายังบอกกับผมว่าเขารู้สึกภูมิใจที่เราได้ทำงานร่วมกัน …เป็น “ทีมเวิร์ค”
จุดสำคัญคือคุณจะต้องพูดกันอย่างเปิดอกตั้งแต่ตอนแรก ถึงความสำเร็จของงาน เราทุกคนต่างก็รู้ว่าในช่วงสองสามปีแรก เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบาก มือใหม่บางคนทำมาตลอดปีรายได้ยังแค่หลักหมื่น หรือหลักพันก็มี ติดลบก็ยังมีอยู่อีกหลายคน ผมอาจจะเป็นคนโชคดีที่มีทีมงานโฟกัสแต่ความสำเร็จ องค์กรของเราจึงอยู่ได้
แล้วคนที่ยังไม่สำเร็จ เค้าจะอยู่ได้อย่างไร …ผมถามต่อ
สิ่งที่ผมต้องการบอกคุณนะ ทีมงานของผมไม่ได้ยืนแค่ขาเดียว ทุกๆคนมีงานประจำ มีธุรกิจของตนเองอยู่แล้ว บางคนเป็นนักธุรกิจที่มีเงิน… มันอาจฟังดูแปลกนะ แต่ละคนที่มาทำงานนี้ ต้องการมีอิสระ ต้องการมีเวลา ต้องการเป็นนายของตัวเอง ซึ่งงานอื่นๆอาจจะตอบโจทย์เหล่านี้ไม่ได้ พวกเขาจึงมารวมกันที่นี่
เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ดึกมากแล้ว ผมจึงขอตัวไปนอนก่อน …ชายผู้นั้นบอกผมว่า ถ้ามีอะไรต้องการให้เค้าช่วยเหลือ ไม่เฉพาะแต่ MLM ถ้าหากเค้าทำได้ เค้าก็จะทำ… และด้วยความเต็มใจ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
การตลาดนั้น ไม่ได้แบ่งคนดี ชั่ว หรือถูก ผิด ออกจากกัน แต่ส่วนสำคัญที่ขาดไปไม่ได้ ฝรั่งเรียกว่า Audience แปลตรงๆก็คือ ท่านผู้ชม และเพราะมีคนกำลังชม ผู้ทำการตลาดก็จะต้องแสดงอะไรบางอย่างออกมา สิ่งนี้แหละจึงเป็นเหตุให้นักการตลาดจะต้องมีความตื่นตัวอยู่เสมอ
เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือมากมาย ไม่เฉพาะแต่สื่อทางทีวี วิทยุ ที่อาจต้องใช้เงินทุนในการทำตลาดสูง สื่อทางอินเตอร์เนทก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยเฉพาะ Social Media ที่ฮิตสุดอย่าง Facebook
ปริมาณคนที่เข้าไปคลิ๊ก Like จะมีส่วนช่วยสร้าง Traffic ของเว็ปไซต์ …หลายคนทราบว่าการที่เว็ปไซต์มีคนเข้าไปเยี่ยมชมจำนวนมาก สามารถช่วยให้การค้นหาข้อมูลตาม Search Engine เป็นเรื่องง่าย และค้นเจอในลำดับต้นๆ เว็ปไซต์บางเว็ปอาจขายโฆษณาได้มากกว่าขายสินค้าหลักของตนด้วยซ้ำ
ฉะนั้นการมีผู้เข้าชมจำนวนมาก คือส่วนหนึ่งของการวางแผนในการทำตลาดที่สำคัญ เพราะ คน คือ ส่วนสำคัญของการตลาด นั่นเอง
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
มีคนกล่าวไว้ว่า “นักเขียนที่ดี : ควรให้ความรู้มากที่สุด โดยเอาเวลาจากผู้อ่านน้อยที่สุด” … “นักเขียนที่ดี” คืออะไร ผู้กล่าวไม่ได้อธิบายไว้ และบางครั้งการให้ความรู้มากที่สุด โดยเอาเวลาจากผู้อ่านน้อยที่สุด ก็อาจลงเอยด้วยความสงสัย บางครั้งผู้อ่านอาจต้องเสียเวลาเพิ่มในการค้นหาคำตอบ ผมจึงขอโอกาสแนะนำแนวคิดที่เรียกว่า “สั้นๆ แต่ได้ใจความ”…
เรื่องที่ยาวไป หลายคนมักไม่อ่าน เรื่องที่สั้นไป หลายคนมักไม่เข้าใจ เราจึงต้องหาจุดกลางๆที่ไม่ให้ยาวหรือสั้นจนเกินไป เพราะฉะนั้น “ใจความ” ที่ได้คือ ความพอดี
การตลาด ที่แนะนำให้คุณแต่งบทความ 5 หลัก 7 หัวข้อ 10 หัวใจ แต่ไม่ให้เยอะเกินไป เนื่องจากจะทำให้บทความแลดูขาดความน่าสนใจ และคนเก่งๆหลายคนเมื่ออ่านแล้วก็จะพบว่าหลักการมันไม่ได้มีอยู่แค่เพียงเรื่องที่เขียน มันมีอะไรเป็นส่วนประกอบมากกว่านั้น จึงทำให้อาจถูกมองว่าหลายคนเขียน โดยเอาเวลาจากผู้อ่านมากเกินไปอีก
แนวทางของการตลาดจึงถูกแบ่งเพื่อให้เกิดความพอดี ปัจจุบันที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ แต่งคำพูดสั้นๆ แต่ได้ใจความ สำหรับผู้คนส่วนนึง (คนที่มีความรู้ อ่านแล้วเข้าใจทันที) และอีกส่วนคือการเตรียมบทความ สำหรับผู้คนอีกส่วนหนึ่ง (คนส่วนนี้ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม) จึงจะเกิดความพอดีได้
ครูของท่านอาจเคยสอนว่า “ไม่ต้องจำได้ทุกเรื่อง แค่ -รู้หลัก- ก็พอ” เห็นจะเป็นจริง โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลข่าวสารล้วนเป็นดิจิตอล ถ้าเรารู้หลัก เราก็จะสามารถนำหลักไปปรับใช้กับข้อเท็จจริง (ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา) ได้
ถ้าหากงานของคุณจะต้องลงมือสอน “การสอนให้รู้” จะไม่ใช่ –หลัก- อีกต่อไป แต่ “การสอนให้รู้จักวิธีในการหาความรู้” พึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำมากกว่าครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
Run a business on “buy” not “sell” เพราะคนจำนวนมากถนัด “ซื้อ” มากกว่าถนัด “ขาย” ทางเลือกที่ง่ายกว่าก็คือ จะทำอย่างไร หรือมีวิธีทำงานอย่างไรให้ การซื้อ ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อช่วยเหลือในการขยายธุรกิจ…
ธุรกิจที่ห้ามมีการเปิดหน้าร้านอย่างธุรกิจเครือข่าย เมื่อไม่ให้มีร้านขายสินค้าเพื่อความเท่าเทียมกันของสมาชิก วิธีที่จะสร้างเครือข่ายผู้บริโภคขึ้นมาย่อมมีช่องทางลดลงหรือถูกจำกัด ถึงแม้แต่ละบริษัทจะมีระบบในการทำงานที่ถูกออกแบบมาแล้วอย่างดี แต่ทำไมก็ยังมีคนจำนวนมากล้มเลิกความตั้งใจในการสร้างเครือข่าย
มีหลายเหตุผลมาสนับสนุนการเลิก ได้แก่ เบื่อการประชุม เดินทางยากลำบาก เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานประจำ กลัวความล้มเหลว แนะนำมาแล้วหลายคนเสียเพื่อนบ้าง เพื่อนไม่คบบ้าง หรือแม้แต่การอ้างว่า “ไม่ถนัดขาย”
เหตุผลที่คุณเข้าฟังบรรยายแล้วตัดสินใจสมัครทำธุรกิจ คุณไม่ได้ตัดสินใจขายอะไร แต่คุณได้ทำการตัดสินใจ “ซื้อ” และมันทำให้คุณไม่รู้สึกอะไรนอกจากเพียงจ่ายเงิน แล้วได้ความเป็นสมาชิก โดยมีสินค้ามาทำตลาด…
Concept สั้นๆง่ายๆของธุรกิจ คือ สมัคร > เรียนรู้ > ลงมือทำ วงจรทั้งชีวิตของธุรกิจเป็นแบบนี้ ไม่มีอะไรมากกว่าคำ 3 คำดังกล่าว
เพื่อให้ทุกๆคนสามารถทำธุรกิจได้เหมือนอย่างมืออาชีพ กระบวนการเรียนรู้นับว่ามีส่วนอย่างมากที่จะทำให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้ หรือกระตุ้นให้เขารู้จักวิธีในการหาความรู้ด้วยตนเอง เมื่อสามารถทำได้เอง สามารถพัฒนาระบบการเรียนรู้เองได้ ผู้ที่เป็น Upline จึงจะมีเวลาไปสร้างทีมงานคนอื่นๆ และขนาดของธุรกิจจะเติบโตไวกว่า
Entrepreneur ที่คิโยซากิเอ่ยถึง เขาสอนว่า Make your money on the buy, not the sell. การสร้างธุรกิจใดๆก็เป็นเช่นนี้ การกระตุ้นให้คนซื้อ ข้อเท็จจริงคนภายนอกอาจเห็นว่าคุณทำการขาย แต่ตัวคุณต้องโฟกัสถึงวิธีการ “ซื้อ” ไม่ใช่โฟกัสวิธีการ “ขาย” …เพราะเมื่อโฟกัสผิดจุด คุณจะรู้ว่าจุดที่ไม่ได้ถูกโฟกัส ก็จะไม่มีความชัดเจน
บริษัทเครือข่ายส่วนใหญ่ มักมี “สินค้าที่ดึงดูด” อยู่แล้ว ดังนั้นคุณจะเห็นได้ว่าแต่ละคนพูดคล้ายๆกัน …เป็นสินค้านวัตกรรมใหม่ ไม่เหมือนใคร ไม่มีใครเหมือน ประสิทธิภาพสูง ยอดเยี่ยม สุดยอด ฯลฯ นั่นคือการกระตุ้นให้คนอื่นๆต้องการ “ซื้อ” นั่นเอง
ทำไมจึงต้อง “ซื้อ”
การซื้อในธุรกิจเครือข่าย นอกจากจะทำขึ้นเพื่อรักษายอดให้มีสิทธิรับผลประโยชน์ เช่น Commission หรือ Bonus ต่างๆแล้ว เราทำการซื้อเพื่อนำสินค้าไปใช้เป็นตัวอย่าง นำสินค้าไปใช้ในการโชว์ ให้ทดลอง เป็นของขวัญ หรือแม้กระทั่งซื้อไว้ใช้บริโภคเอง …กระบวนการต่างๆทำให้สินค้ามีการเคลื่อนไหว มีการกระจายสินค้า ใช้แล้วหมดไปมีการซื้อซ้ำ และยังไม่ทำให้เป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่อีกด้วยครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
ในหัวข้อสัมมา 10 Napkin ของภาคธุรกิจเครือข่าย ถ้าเรามานั่งไล่ Concept 5 ข้อของหัวใจในการทำธุรกิจ (ALOVE) การทำงานเป็นทีมจะอยู่ในการเรียนรู้เรื่อง O = Organization แต่ทั้งนี้ก่อนที่ผู้เรียนจะข้ามไปหัวข้อ O ก็จะต้องผ่านการมี A = Attitude และ L = Leader ก่อน…
ผมเขียนเรื่องเกี่ยวกับทัศนคติและการพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำมาพอสมควร แต่ถ้าใครไม่ชอบหาบทความเก่าๆ ลองไป Follow Twitter ของท่าน ว.วชิรเมธี, คุณบัณฑิต อึ้งรังษี, T. Harv Eker, Robert Kiyosaki, Brian Tracy หรือแม้กระทั่ง Dwayne Johnson ท่านเหล่านี้มาแชร์สิ่งดีๆให้ชาวโลกอ่านเกือบทุกวัน และส่วนใหญ่เป็นเรื่องทัศนคติและการเป็นผู้นำ
O = Organization นี้ ความจริงเป็นสิ่งที่ผมไม่ถนัดจริงๆ เพราะชอบทำงานคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ บางครั้งคุยกับใคร ใครก็บอกว่าคุยไม่รู้เรื่องเพราะความคิดแปลกประหลาดบ้าง หรือไม่มีใครเห็นด้วยเพราะทำได้ยาก เป็นอุดมคติ แบบนี้ไม่ว่ากัน… เพราะคนเราต่างความคิด ย่อมคิดต่างได้เสมอ
ตามหนังสือมีการเทียบให้เห็นว่า การทำอะไรคนเดียว ก็เปรียบเสมือนเป็นไม้ท่อน ท่อนเดียวด้วย เราทราบดีว่าการก่อไฟกับไม้ท่อนเดียว จะได้ “ไฟไม่แรง” นอกจากจะไม่แรงแล้ว “ยังหมดไฟ” ได้ง่ายๆ ดังนั้นหากจะคิดถึง O ได้ ก็จะต้องมีผู้ให้ความร่วมมือ อย่างน้อยๆก็ต้องมากกว่าหนึ่งคนขึ้นไปองค์กรจึงจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการค้นหาคนที่มีความคิดเหมือนๆกัน และนำเขาเข้ามารวมกัน 10 Napkin สอนให้ใช้เวลาส่วนใหญ่เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจ ด้วยการ Sponsor คนเข้ามาในองค์กรก่อน และในขณะที่ทำงาน Sponsor อยู่นั้น ก็ให้เรียนรู้เกี่ยวกับทัศนคติที่ถูกต้องของผู้ประกอบการว่าเขามีวิธีคิดอย่างไร ต่างจากลูกจ้าง เถ้าแก่ หรือนักลงทุนตรงไหน และให้ผันตัวเองมาเป็นผู้นำคนอื่นๆ (มีเป้าหมาย/ความฝันเป็นของตนเอง)
การทำ O ใน 10 Napkin ยังอธิบายต่อว่า… ตัวคุณในฐานะเป็นผู้นำ คุณได้ออกวิ่งไปพร้อมๆกับคนของคุณ เพื่อมุ่งสู่เส้นชัยเดียวกัน ลองคิดถึงลักษณะการบินของนกเป็ดน้ำรูปตัว V แต่กลับหัว ก็จะเห็นว่าคุณกำลังบินนำฝูง และมีนกตัวอื่นๆที่ต้องออกแรงบินตาม โดยจะมีแรงดึงแรงฉุดซึ่งกันและกัน (ในทางฟิสิกส์อาจเรียกว่าแอโรไดนามิค) …แปลความได้ว่า ทุกๆคนที่เข้ามารวมทีมกัน แต่ละคนจะต้อง “เรียนรู้” …โดยผู้นำนอกจากมีการเรียนรู้แล้ว จะต้อง “รู้จักวิธีสอน” เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนในองค์กรมีความอยากที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ …จนกระทั่งสามารถที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจได้
ในระหว่างกำลังวิ่ง หรือกำลังบิน แน่นอนที่สุด และเป็นสิ่งที่ทุกคนในทีมต้องเจอ คือ “อุปสรรค” คนที่ถูกฝึกมาอย่างดีแล้ว (ฝึกวิธีคิดแบบผู้ประกอบการ) คำว่าอุปสรรคไม่ใช่ปัญหาใหญ่ การถูกปฏิเสธ คนในทีมเลิก ความขัดแย้งทางความคิด เพื่อน(บางคน)เลิกคบ ถูกเยาะเย้ยดูถูก เป็นอะไรที่ปกติสุดๆ แต่ในทีมก็จะมีคนที่ “เรียนรู้ไม่พอ” คือรู้หลักการของธุรกิจ รู้โครงสร้างธุรกิจ แต่ไม่สามารถก้าวข้ามวิธีคิดแบบผู้ประกอบการได้ เขาคนดังกล่าวจะท้อแท้และขาดความเชื่อมั่น จุดนี้ตัว O จะบอกให้เราใช้วิธี “ให้กำลังใจ” -มีคำพูดให้กำลังใจ ปลุกใจ กระตุ้นให้คิดมากมาย ใช้บ่อยๆเราก็จะปลอบใจคนเป็น- เพื่อให้เขาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ (เพียงแค่เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนได้)
สายสัมพันธ์ที่ดีจะช่วยเสริมให้ O มีความเข้มแข็ง เอาใจเขามาใส่ใจเรา สมาชิกในทีมมีความมุ่งมั่นต่างกัน มีทรัพยากรต่างกัน บางวิธีการเลียนแบบคนอื่นเป็นสิ่งที่ยากกว่าการเป็นตัวของตัวเอง ธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่ต้องการความเป็นอิสระพอสมควร การตรวจยอดซื้อขาย การเข้าร่วมสัมมนา การใช้คำพูด ไม่ควรล้ำสิทธิซึ่งกันและกัน ผู้นำควรไว้วางใจคนในทีมงาน และเต็มใจเสียสละเวลาสอนงานด้วยตนเองบ้าง เพราะถ้าเอาแต่ไล่ให้ไปประชุม ไปอบรมสัมมนา โดยที่ตนเองไม่พัฒนาใดๆเลย ทีมงานก็จะไม่เห็นคุณค่าความเป็นผู้นำในตัวคุณครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
ตอนก่อนเราพูดเกี่ยวกับการใช้ Social Media อย่างมีคุณค่า วันนี้ขอพูดถึงวัตถุประสงค์ที่ต้องใช้ Social Media โดยจะมีคุณค่าหรือไม่… ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่า Social Media หากใครศรัทธาพลังของมันแล้วละก็ คุณย่อมสามารถที่จะใช้เป็นเครื่องมือเพื่อนำทางคุณไปสู่สิ่งที่ต้องการได้อีกช่องทางหนึ่ง
แนวคิดทั่วไปเรื่องปัจจัยสี่ คือเราต้องการอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ทั้งสี่อย่างที่กล่าวมาถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของคนทั่วไป และเป็นเรื่องที่หากขาดไปก็จะทำให้ชีวิตไม่สามารถอยู่ได้ ส่วนตัวผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า “อากาศ” น่าจะทำให้ยารักษาโรคหลุดออกไปจากปัจจัยสี่ …แต่ไม่ใช่ประเด็น เรื่องที่คนทั่วไปให้ความสนใจหลักๆนอกจากปัจจัยสี่แล้ว ปัจจุบันได้แก่ ยานพาหนะ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ อินเตอร์เนท สถานที่ท่องเที่ยว ความบันเทิง การศึกษา สุขภาพ กีฬา และวิธีการสร้างรายได้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราสามารถหามาแชร์ หรือเรียนรู้ได้ตลอดเวลา
ทำไมไม่พูดถึง “การเมือง” ?
ก็เพราะไม่อยากพูดถึง… แต่การเมืองเป็นหัวข้อที่ชวนให้คนติดตามง่าย เคยได้ยินแนวคิดนักปลุกระดมไหม …เขากล่าวว่า มวลชนไม่ได้ต้องการความจริงหรอก ขอแค่มีคนสนับสนุนก็พอแล้ว
กลับมาที่ Social Media ซึ่งโดยทั่วไปเป็นการแสดงออก เป็นการสื่อสาร เปิดเผย แพร่กระจาย โฆษณา ประกาศ ประชาสัมพันธ์ การตลาด บันทึก เรื่องราว เรื่องเล่า บอกต่อ ความรู้ ความคิดเห็น ข้อมูล ปัจเจกบุคคล กลุ่มคน สังคม ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ความรัก การพึ่งพา การช่วยเหลือ ฯลฯ ที่สื่อความหมายแก่บุคคลโดยทั่วไปผ่านทาง Web-Based ต่างๆ เช่น โปรแกรมแชท, Facebook, Twitter, Hi5, MSN Messenger, MySpace, Multiply เป็นต้น
ดังนั้น ถ้าหากมีผู้สนใจข้อมูลข่าวสารใด เขาก็จะเข้าไปติดตาม Follow เพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูล แต่ไม่ใช่เฉพาะข้อมูลข่าวสารเท่านั้น ใครที่เป็นฮีโร่ นักแสดง ผู้สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อน ครอบครัว ความสวยงาม …แต่ละคนก็สามารถเป็นผู้ติดตามโดยผ่านทางช่องทางของ Social Media เหล่านี้ได้
คำถามก็คือ ถ้าคุณต้องการรู้ว่าตัวตนของคุณเป็นที่ชื่นชอบของส่วนรวมหรือไม่ ก็อาจตรวจสอบจากจำนวนผู้ติดตาม แฟนคลับ จำนวนผู้แสดงหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (เทคโนโลยีบางอย่างสามารถ Tracking ได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจในเรื่องใดที่คุณนำเสนอ) ผู้เขียนขอเพิ่มกฎแห่งแรงดึงดูด Law of Attraction โดยมีหลักอยู่ข้อหนึ่ง กล่าวคือแรงดึงดูดจะเกิดขึ้นระหว่างคนสองคน เมื่อเขาและเธอมีความคิดที่เหมือนกันหรือคล้ายกัน ชอบสิ่งเดียวกัน มีพื้นฐานแบบเดียวกัน มีนิสัยหรือทำอะไรที่คล้ายๆกัน ซึ่งความเหมือนหรือคล้ายกันเหล่านี้ จะส่งหรือถ่ายทอดพลังบางอย่างออกมา ทำให้เกิดแรงดึงดูด เกิดการเชื่อมต่อ เกิดความผูกพัน และเกิดเป็นความกลมเกลียวกันในที่สุด (พวกเดียวกัน อยู่ด้วยกัน)
สุดท้าย ใน Social Media ขอกล่าวถึง Mike Dillard ซึ่งเป็นผู้นำในด้าน Attractive Marketing โดยไมค์บอกว่า People do not join a business, they join you และได้มีคนนำแนวความคิดเรื่อง Attractive Marketing ไปใช้ในการหาเงินบนโลกอินเตอร์เนท …กลับทำให้คนที่ใช้วิธีเหล่านี้กลายเป็นผู้ที่โฟกัสในเรื่องการหาประโยชน์จากผู้อื่น แทนที่จะเป็นการแชร์สิ่งที่มีประโยชน์หรือให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่น ซึ่งถ้าใครเข้าใจสิ่งที่ไมค์อธิบาย ก็คงจะต้องพิจารณาคำว่า Give Without Want, Before You Can Have คุณไม่สามารถหลอกผู้อื่นได้ไปตลอดเมื่อคุณไม่จริงใจ ไม่เต็มใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นก่อนที่คุณจะได้ …และมันจะเป็นดาบสองคม ถ้าหากนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
แหล่งข้อมูลที่นำมาแชร์ในวันนี้ เป็นพื้นฐานเริ่มต้นของการใช้ Social Media และถูกนำไปใช้เป็น Guideline จากเว็ป www.betternetworker.com สำหรับคนที่ต้องการใช้พลังของ Social Media ในการนำเสนอ โปรดพิจารณาและ/หรือยอมรับความเชื่อนี้ ก่อนที่คุณจะเสียเงินและเวลาไปกับการทดลองสิ่งที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วว่าใช้ไม่ได้ผล…
การใช้ Social Media อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ให้คิดถึง “คุณค่า” แก่คนรับข้อมูล โดยการทำในสิ่งต่างๆ 5 ข้อดังต่อไปนี้
1 Do Not SPAM
2 Give Without Want, Before You Can Have
3 Build Real Relationships
4 Be a Leader
5 Be Active
1 Do Not SPAM
ข้อนี้เป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อน ข้อมูลบางอย่างอาจเป็นประโยชน์กับผู้รับสารเฉพาะบางคน ข้อมูลเดียวกันอาจถูกมองว่าไม่ได้ให้คุณค่า เพราะฉะนั้นจึงมีหลักอยู่ว่า
-ข้อมูลที่ใส่ลงไปไม่ว่าจะเป็นบทความ วีดีโอ รูปภาพ โดยแสดงเกี่ยวกับโอกาสทางธุรกิจ เพื่อให้ผู้รับสารเข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจของคุณ หรือพรรณนาว่ามันมีความวิเศษณ์อย่างไร เช่นนี้จะถูกถือว่าเป็น SPAM > เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในเว็ปบอร์ดทั่วไป
-ใช้วิธี Copy/Paste ในการให้ความเห็น, ทักทาย ในสมุดเยี่ยม หรือผ่านทางข้อความส่วนตัว เช่นนี้จะถูกถือว่าเป็น SPAM > วิธีนี้ไม่ได้ช่วยให้เกิดการสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริง
-ส่งข้อเสนอไปยังผู้รับสาร โดยที่ผู้รับสารยังไม่มีการร้องขอ เช่นนี้จะถูกถือว่าเป็น SPAM > หลายครั้งเรามักได้รับ E-mail ที่เกิดจากโปรแกรม Auto-Responder วิธีการเช่นนี้ไม่ถือเป็นการสร้างคุณค่าเช่นกัน
2 Give Without Want, Before You Can Have
สำหรับคนที่ไม่ได้ทำธุรกิจหรือกำลังหาลูกค้า ข้อนี้อาจไม่มีผลกระทบมากนัก แต่หากเรากำลังพูดถึง Network Marketing ก็อาจปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนที่ทำตรงนี้ก็เพื่อสร้างเครือข่าย หมายถึงมีความต้องการเกี่ยวกับงานโดยตรง และโดยเฉพาะถ้าหากคุณมีของมาขาย แต่ไม่แสดงให้คนอื่นรู้ว่าคุณขายอะไร ลองจินตนาการดูก็ได้ว่า “แล้วจะมีใครซื้อ” หรือกรณีผู้รับสารเป็นผู้ที่มีธุรกิจประเภทเดียวกับคุณอยู่แล้ว แน่นอนเขาอาจไม่ต้องการที่จะมีนิติสัมพันธ์กับคุณเลยก็ได้
วิธีพิจารณา ให้มองในประเด็นที่ว่าในสังคมของ Social Media จะมีผู้คนบางส่วนที่กำลัง “ต้องการความช่วยเหลือ” คือต้องการ “ความรู้” ที่เขายังไม่มี หรือยังสงสัย ต้องการ “พัฒนา” ให้ดีกว่าสิ่งที่เขาเป็น หรืออาจต้องการให้คุณช่วยอะไรบางอย่าง เนื่องจากอยู่ระหว่างการตัดสินใจ หรือกำลังค้นหา เขาจึงต้องเข้าร่วมหัวข้อสนทนากับคุณ หรือเข้าร่วมสังคมที่มีความคิดแบบเดียวหรือคล้ายๆกัน หรือเข้าร่วมทำธุรกิจเดียวกับคุณ
3 Build Real Relationships
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อเริ่มต้น หลายคนพอเริ่มใช้ Social Media ก็มีความคิดว่าคนที่เข้ามาอยู่ในวงสนทนาของคุณ ต้องการเขาร่วมกับธุรกิจที่คุณทำอย่างนั้นหรือ? บ้างก็มี แต่บางอย่างไม่ใช่ครับ… หากคุณกำลังพยายามสร้างสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้ที่ไม่มีความสนใจ และเมื่อคุณรู้ว่าเขาคนที่ติดตามไม่มีความสนใจอะไรเกี่ยวกับธุรกิจของคุณ คุณจะไม่คุยกับเขาใช่หรือไม่? คุณจะไม่ให้คำปรึกษาหรือหยุดช่วยเหลือเขาใช่หรือไม่? …ข้อเท็จจริงหลายคนเป็นเช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม เขาคนที่ติดตามหรือเข้าร่วมบทสนทนากับคุณ อาจมีความชื่นชมคุณในฐานะเป็นผู้นำในแขนงหรือศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมีส่วนในการเพิ่มเติมแนวคิดที่มีประโยชน์ มีความไว้เนื้อเชื่อใจหรือเห็นคุณเป็นบุคคลที่น่าไว้ใจ …เช่นนี้ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นไปในลักษณะอื่น เพื่อน ที่ปรึกษา ต้นแบบ ผู้นำ ซึ่งเขาอาจไม่ใช่ผู้ที่จะเข้าร่วมธุรกิจ แต่เขาอาจกำลังสนับสนุนสิ่งที่คุณกำลังทำ แชร์ความรู้ไปให้คนอื่นๆที่เขารู้จักอีกทอดหนึ่ง หรือช่วยโปรโมทภาพความเป็นผู้นำของคุณ หรือกำลังช่วยเหลือบางอย่างให้กับคุณ ซึ่งการสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าวนั้น มีอะไรๆที่มากกว่าแค่เรื่องธุรกิจ แต่อาจหมายคนกลุ่มคนที่เข้าร่วมหรือจำนวนคนที่ติดตามคุณเนื่องจากเห็นความีคุณค่าในตัวคุณนั่นเอง
4 Be a Leader
การเป็นผู้นำใน Social Media นั้น มีการอธิบายไว้ว่ามีหลายระดับ ซึ่งปรากฏเป็นวัฏจักรของมัน กล่าวคือ มีผู้นำในระดับที่เรียกว่า เขาเป็นผู้ที่ให้คุณค่าหรือให้ประโยชน์กับคนทั่วไป ซึ่งสิ่งที่เขาทำสร้างแนวคิดที่มีพลังต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าผู้ที่ติดตามจะเชื่อและทำตามในทุกๆสิ่งที่ผู้นำดังกล่าวประกาศหรือนำเสนอ ถ้าเขาจะขายอะไรแก่ผู้ที่ชื่นชอบเขา มีความเป็นไปได้สูงว่าผู้ที่ติดตามจะยอมจ่ายเงินซื้อ…
มีผู้นำในระดับอื่นๆ ที่สามารถสร้างพลังให้กับมวลชนจำนวนมาก ด้วยคำพูดหรือประโยคสั้นๆ แต่ได้ใจความชัดเจน หรือมีแนวความคิดที่โดดเด่นชวนติดตาม และเป็นไปได้ว่าสิ่งที่เขาทำอยู่ อาจมีเพียงเฉพาะคนที่คิดแบบเดียวกันคอยติดตาม ส่วนคนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันจะเกิดความขัดแย้ง และอาจถูกถอดออกจากการเคยเป็นผู้ที่ตนติดตาม อย่างไรก็ตามไม่เป็นปัญหาสำหรับผู้นำระดับนี้ที่จะสร้างโมเมนตัมได้มากเท่าที่ต้องการ โดยมากผู้นำประเภทนี้มักปรากฏกายตามสถานที่ต่างๆ หลายสื่อหลายแขนง หรือค้นพบหลักการหรือวิธีการบางอย่างที่จะสามารถดึงดูดให้คนจำนวนมากเข้ามาติดตาม แสดงหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
5 Be Active
ตามที่ได้กล่าวไปทั้ง 4 หัวข้อ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คุณจะสร้าง Big Community ด้วยการทำอะไรซ้ำไปซ้ำมา หรือไม่ได้สร้างความแตกต่างเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันไม่สำคัญว่าคุณจะ Upload และ Update บล็อกของคุณสม่ำเสมอแค่ไหน ไม่ใช่เรื่องของปริมาณ แต่ทั้งหมดคือเรื่องของ “คุณภาพ” ที่คุณให้คุณค่าแก่ผู้อื่น เราจะเห็นได้ว่ามันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลา และไม่มีทางลัด!!!
คุณจะต้องพิจารณาให้ดี ว่าสิ่งที่คุณกำลังดำเนินการได้สร้างผลประโยชน์ให้กับผู้ที่ติดตามคุณ อย่าลืมว่า Social Media เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว เนื้อหาที่คุณนำเสนอจะต้องไม่เข้าข่ายเป็น SPAM มิเช่นนั้นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาจะถูกทำลายได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากการขวนขวายหาความรู้แล้ว คุณจะต้องรู้จักตรวจสอบ มีหูตาที่กว้างไกล มีการประเมินผลที่ได้จากสิ่งที่คุณทำ อาจหมายถึงการติดตามผล จดบันทึก ทำสถิติ และพิจาณาว่าหัวข้อใดที่อยู่ในความสนใจของคนจำนวนมาก หัวข้อใดที่มีคนติดตามน้อยหรือไม่ให้ความสนใจ หรือในบางครั้ง Social Media ที่มีลักษณะเน้นที่การสร้างผู้นำโดยตรง ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีผู้ติดตามมากอย่างเช่น Social Media ที่เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับความบันเทิง การเมือง หรือเรื่องราวทางสังคมที่ต้องบอกต่อให้ทราบกับคนจำนวนมาก…
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
เมื่อเรามาอยู่รวมกันในฐานะผู้ร่วมทำธุรกิจ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากที่สุดคือ ความเติบโต และความอยู่รอด ต่างจากการรวมกลุ่มรับจ้างทั่วไป การเปิดร้านค้าเล็กๆ หรือรวมเป็นกลุ่มนักลงทุน โดยสามอย่างหลังจะมีอัตราการหมุนเวียนเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่า เพราะสามารถแยกกันไปทำได้เพียงลำพัง ไม่ต้องขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง มีการโยกย้ายหรือเปลี่ยนลักษณะงานได้ง่ายกว่าการรวมกลุ่มแบบแรก
กลุ่มคนที่ทำธุรกิจโดยปกติจะไม่ “เปลี่ยนแนว” บ่อยๆ ใครที่อยู่ในอุตสาหกรรมใด ก็จะอยู่ในอุตสาหกรรมนั้นไปตลอด น้อยครั้งที่จะมีนักธุรกิจในอุตสาหกรรมบันเทิง พอเปลี่ยนแนวแล้วไปประสบความสำเร็จในธุรกิจอาหาร เพราะฉะนั้นการเติบโตและอยู่รอดมักขึ้นอยู่กับ Core Business ที่ตนถนัด
เมื่อมาเป็นผู้ประกอบการ ระบบก็คือหัวใจหลักที่จะทำให้องค์กร เติบโต+อยู่รอด ผู้ประกอบการจะวางมือได้ก็ต่อเมื่อระบบเหล่านั้นลงตัวแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับ Core Business ซึ่งผู้ประกอบการที่เก่งๆรู้ดีว่าจะต้องทำมันอย่างไร
สำหรับความคิด Idea ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในสมอง ถ้าเจ้าของความคิดตาย ประสบอุบัติเหตุทำให้สมองพิการ หรือเจ้าของความคิดไปอยู่ที่อื่น กระบวนการในการพัฒนาระบบก็อาจหยุดชะงัก เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการมีความจำเป็นที่จะต้อง “ถ่ายทอด” สิ่งที่ตนรู้ให้กับผู้ร่วมทำธุรกิจคนอื่นๆ เราเรียกขั้นตอนนี้ว่า การแชร์ความคิด หรือ Sharing Idea
จุดประสงค์ของการ Sharing Idea หลักๆจะเป็นการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้อื่น ทำให้รู้ว่าเป้าหมายสูงสุดของธุรกิจคืออะไร ซึ่งผู้ร่วมธุรกิจควรจะต้องมีเป้าหมายที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด ซึ่งจะทำให้เกิด “เอกภาพของความเป็นทีม” ปัจจุบันความลับทางธุรกิจมักเป็นสิ่งที่เปิดเผย โดยเฉพาะในยุคของข้อมูลข่าวสาร แม้ว่าทุกๆคนจะรู้ แต่จะมีคนบางคนเท่านั้นที่ปฏิบัติ …และคนที่ปฏิบัติก็จะต้องรักษาพาหนะของตน ยินดีที่จะเรียนรู้ และสละเวลาขับพาหนะดังกล่าวไปพร้อมๆกัน
Sharing Idea นั้นเป็นการสื่อสารสองทาง ซึ่งเป็นไปได้ทั้งการให้และรับข้อมูล หลักๆผู้ให้ข้อมูลควรเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจจนเป็นที่ยอมรับ เพราะความสำเร็จถือเป็นสิ่งที่ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าได้ผลจริง ส่วนผู้รับข้อมูลแม้ว่าเขายังไม่ใช่คนที่สำเร็จ แต่ผู้รับข้อมูลอาจมีทักษะบางอย่างที่จะช่วยให้องค์กรทางธุรกิจเกิดความเปลี่ยนแปลง เราจึงไม่อาจละเลยความคิดเห็น หรือความคิดสร้างสรรค์ของผู้รับข้อมูลสำหรับการ Sharing นี้ด้วย
ตามหนังสือ 10 Napkin Presentations ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้างองค์กรเป็นหลัก ก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการ Sharing ไว้เช่นกัน โดยอธิบายถึงผู้ทำธุรกิจเครือข่าย… มีหน้าที่และพันธะที่จะต้อง “สละเวลา” ของตนเอง เพื่อทำการ “สอน” คนในองค์กรของตนให้มีความรู้ความเข้าใจ …ให้สามารถนำไปปฏิบัติต่อๆกันได้อย่างเป็นระบบ…
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
บางครั้งผมก็แยกกันไม่ออกระหว่าง Social Network และ Network Marketing แต่ก็ได้ทราบอยู่อย่างหนึ่งว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์กัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีคำว่า Network เหมือนกัน ในหัวข้อนี้จะเป็นการตอกย้ำความสำคัญของวิวัฒนาการของการเชื่อมต่อกันเป็น Network ส่วนใครจะนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของแต่ละคน…
Network ก่อนยุคอินเตอร์เนทเป็นอย่างไร ใครพอนึกภาพออก สมัยก่อนเรารู้จักกันเพราะอยู่บ้านใกล้เรือนเคียง รู้จักกันเพราะเรียนห้องเดียวกัน รู้จักกันเพราะเล่นกีฬาด้วยกัน รู้จักกันเพราะ... ฯลฯ
Network ในยุคอินเตอร์เนทเป็นอย่างไร เมื่อสี่ห้าปีก่อนเราอาจเคยได้ยิน ICQ Yahoo MSN Messenger Myspace หรือแม้กระทั่ง Hi5 ส่วนปัจจุบันบางคนอาจใช้เพียง Facebook และ Twitter
อะไรคือความแตกต่างที่ชัดเจนในการเชื่อมต่อเป็น Network ในยุคก่อนและหลังอินเตอร์เนท? …หลายคนอาจตอบได้ว่าเป็นเรื่องของ “ความเร็ว” และ “ระยะทาง”
ทำไมต้องเป็นเรื่องของ “ความเร็ว” และ “ระยะทาง” ลองเปลี่ยนเป็น “เวลา” กับ “ช่องว่าง” ได้ไหม เพื่อให้เห็นเป็นมุมมองที่ต่างออกมา คราวนี้ลองย้อนกลับไปสมัยก่อน ถ้าเราพบสาวสวยคนนึง เราพบว่าคนนี้ตรงสเป็ค ถูกใจใช่เลย คุณต้องการเข้าไปทำความรู้จักเธอ …แต่ช้าก่อน ในเวลานั้นคุณคิดว่าตนเองรู้สึกกลัว ประหม่า บางทีไม่กล้าแม้แต่จะสบตา แต่คุณก็อยากรู้จักเธอให้มากกว่านี้ …วันต่อมา คุณพบว่าเธอทำงาน/เรียนที่เดียวกันกับคุณ คุณและเธอพบหน้าบ่อยขึ้นๆ บางครั้งเธอก็มองคุณเหมือนกันนะ แต่คุณเองก็ไม่กล้าทักเธอ… … … …
ไม่ว่าเรื่องราวย่อหน้าก่อนจะจบลงเช่นไร ถ้าเป็นปัจจุบันหละ ในอินเตอร์เนทคุณสามารถทักสาวสวยๆได้มากเท่าที่ต้องการ จะจีบจะคุยก็ไม่รู้สึกอายเท่ากับสมัยก่อน และสามารถทำได้ทันที เห็นไหมหละ วิวัฒนาการของการเชื่อมต่อช่วยลด “เวลา” และ “ช่องว่าง” ได้จริงๆ
นอกจากนี้ยังทำให้คุณสามารถ “เข้าถึง” หรือ “ติดตาม” ฮีโร่ของคุณได้เกือบทุกเวลา ว่าเขามีวิธีคิดอย่างไร กำลังสุขหรือทุกข์ เขาอยู่ที่ไหน เขากำลังทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นดาราฮอลลีวูด นักการเมือง นักร้อง พระ และไม่ว่าจะอยู่แห่งมุมไหนของโลก
เมื่อเป็นเช่นนี้ เริ่มต้นจากการรู้จักกันเป็น Social Network มนุษย์ยังสามารถใช้ความเชื่อมโยงเหล่านี้ในการสร้างความสัมพันธ์แบบอื่นๆ นอกจากแค่รู้จักกัน เป็นเพื่อนกัน ซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นแฟน คนรัก เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งเป็นเพื่อนร่วมธุรกิจ เป็นที่ปรึกษา ทุกสิ่งล้วนเป็นไปได้ด้วยการสร้าง Network นั่นเอง
Marketing ในยุค Social Network จึงถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมๆกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งมีจุดเด่นที่ความเร็ว และช่วยลดช่องว่างด้านระยะทางให้สั้นลง ดังนั้น หากใครมีสิ่งซึ่งจะสามารถตอบสนอง “ความต้องการ” ของผู้ใช้ Social Network ได้เป็นจำนวนมาก เขาผู้นั้นก็จะสามารถทำ Marketing บนโลกออนไลน์ได้อย่างสนุกและเพลิดเพลิน ผลลัพธ์จากการทำ Marketing อาจไม่ได้หมายถึงการทำเงินเพียงอย่างเดียว เพราะความหมายของ Network มันมีอะไรอีกหลายอย่างที่สามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่านั้นครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
EIU เป็นแนวคิดทางการตลาดพื้นฐานที่สำคัญ นักการตลาดทั่วไปมีความสามารถทางด้านนี้ดี และใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดย E-Expose หมายถึง การเปิดเผย I-Involve หมายถึง การนำเข้าไปเกี่ยวข้อง และ U-Upgrade หมายถึง การยกระดับ แล้วเราจะใช้ประโยชน์อะไรจาก EIU นี้?
หากคุณมีโอกาสทางธุรกิจ หรือมีสินค้าที่ต้องการนำเสนอ เมื่อพบเป้าหมาย (Prospect) คุณจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้คนของคุณทราบว่าคุณเป็นใคร กำลังทำอะไรอยู่ มีหน้าที่อย่างไร เพื่อให้ตัวคุณเองไม่ใช่คนแปลกหน้า (แม้ว่าจะเป็นก็ตาม)
หลังจากที่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลไปบางส่วนแล้ว ขั้นต่อไปคือการใช้ “ทักษะ” เพื่อให้เป้าหมายเกิดความสนใจ และนำเขาเข้ามาเกี่ยวข้อง บางคนบอกว่าเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะโดยปกติธรรมชาติของมนุษย์ จะมีลักษณะปกป้อง ป้องกัน หรือมีช่องว่างที่เราเรียกว่า Space …หากใครไปเมืองจีนก็จะทราบว่า Space ของคนจีนค่อนข้างแคบกว่าคนชนชาติอื่นๆ การมี Space ที่กว้างมากขึ้นเท่าใด การเข้าถึง หรือโอกาสเข้าใกล้ย่อมเป็นไปได้น้อยกว่า
และเมื่อเราสามารถทำให้เป้าหมายเข้ามาเกี่ยวข้องได้แล้ว หากพวกเขาเปิดใจ โอกาสในการตัดสินใจ ไม่ว่าตัดสินใจซื้อ สมัคร ใช้บริการ หรือเลือกทำงานให้ ย่อมเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณ ว่าพวกเขามองมันอย่างไร
คนที่จะเป็น Real Business Owner ทำไมถึงถูกมองว่าพวกเขาเป็นคนที่ “เก่งคน” ก็คงต้องกลับไปพิจารณาสิ่งที่เรียกว่า “ทักษะ” กล่าวคือ ทักษะในการอ่านคนเป็น ใช้คนเก่ง และเลือกคนถูก คนที่จะมีทักษะเหล่านี้ได้ ต้องเข้าใจความต้องการของคน เข้าใจสิ่งที่ประกอบกันเป็นความคิด นอกจากนี้เขายังเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ กล้าได้กล้าเสีย และกล้าตัดสินใจ นอกเหนือจากการมีสัญชาติญาณของการเป็นนักสู้ (Warrior) ซึ่งฝังอยู่ในสายเลือดของเขาอยู่แล้ว
หลายคนคงทราบว่าการใช้ EIU นั้น เป็นธรรมดาที่จะต้องจัดการกับคำปฏิเสธ “Say No” โดยไม่ให้เกิดความท้อแท้ เพราะฉะนั้นจึงมีการแก้ที่ความคิดว่า -การปฏิเสธนั้น พวกเขาไม่ได้ปฏิเสธคุณ แต่พวกเขาปฏิเสธโอกาสเองต่างหากหละ- และเพิ่มเติมในส่วนของของการ Move On แปลตรงๆ ได้ใจความว่าเป็นการเคลื่อนย้าย ทำไมจึงใช้คำๆนี้? ตอบง่ายๆก็คือ เมื่อเราถูกปฏิเสธ เราจะ Stuck หรืออาการติด อยู่กับที่ สงสัย หมกมุ่น จนในที่สุดก็เกิดความท้อแท้ได้ แต่เมื่อเราเคลื่อนย้าย (ไม่ติดอยู่กับที่) ก็จะทำให้เราสามารถสร้างโอกาสใหม่ๆต่อไปได้นั่นเอง
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77