ทั้ง Price และ Value หากมองแบบผิวเผิน บางคนจะคิดเกี่ยวกับมูลค่า หรือเคาะออกมาเป็นตัวเลข บางคนใช้วิธีเทียบราคา ต่อราคา บางคนลดราคา บางครั้งก็แถมฟรี ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งมองต่างออกไป และสามารถแยกออกจากกันได้ ทำให้คนกลุ่มหลังได้รับประโยชน์จากความสามารถในการพิจารณาทั้ง Price และ Value ได้ดีกว่าคนกลุ่มอื่นๆ
สมมติว่า มีคนขายข้าวไข่เจียว (หนึ่งฟอง) คุณกล่องละ 20 บาท ด้วยราคานี้ก็ไม่น่าแพง ในขณะที่อีกสถานการณ์หนึ่ง มีคนขายข้าวไข่เจียว (หนึ่งฟองเช่นกัน) แต่ขายกล่องละ 1,000 บาท เมื่อฟังราคาตอนแรกอาจตกใจ แต่หากพิจารณาว่าข้าวไข่เจียวกล่องนั้น เป็นกล่องที่เหลืออยู่เพียงกล่องสุดท้ายในขณะที่เดินทางอยู่ในทะเลทราย ราคา 1,000 บาทของมันอาจไม่แพง ถ้ามันจำเป็น
เมื่อเราได้คำว่า “จำเป็น” เข้ามาเกี่ยวข้องกับราคา คนที่คิดว่าเป็นสิ่ง จำเป็น มักจะมองเห็นคุณค่ามากกว่าราคา ส่วนคนที่คิดว่า ไม่จำเป็น อาจให้ความสำคัญกับราคามากกว่าคุณค่าก็เป็นได้ เพราะฉะนั้น Value จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความจำเป็น ส่วน Price อาจเป็นเรื่องรองลงมา
ระหว่าง Price และ Value เราสามารถนำคุณประโยชน์ของมันมาใช้ได้หลากหลาย แล้วแต่ว่าคุณจะเห็นเป็นโอกาสหรือไม่เห็น คนที่มองเห็นเป็นโอกาสก็อาจนำมันไปสร้างประโยชน์ทางการค้าขาย การลงทุน หรือไม่ก็นำไปใช้เพื่อความต้องการส่วนตน
ในการค้านั้น ผู้ที่มองเห็นคุณประโยชน์ อาจนำ Value ของสินค้าต่างๆ มาจัดจำหน่ายให้กับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากมัน ตัวอย่างเช่น ทุกวันนี้สินค้ายอดฮิตอย่าง Tablet ผู้ที่มองเห็นประโยชน์ว่าพวกมันให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ที่ต้องการใช้ PC แต่ไม่ชอบรอ Boot เครื่อง สามารถพกพาได้ง่าย เน้นเรื่องบันเทิงมากกว่าการใช้งานบนโต๊ะ ก็อาจจะนำเข้ามาขายก่อนใคร ได้กำไรก่อนใคร ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันวิพากวิจารณ์ถึงความสิ้นเปลือง วัตถุก่อหนี้ หรือไม่ก็เที่ยวไปด่าว่าคนอื่น เพียงเพราะตนไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมัน
ในด้านการลงทุน ผู้ที่มองเห็นคุณประโยชน์ ส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนแท้ๆ ที่เลือกลงทุนเพราะมองเห็นประโยชน์ หรือคุณค่าของสิ่งที่ตนลงทุน ผิดกับนักเก็งกำไรที่มอง Value เป็นเรื่องรอง และให้ความสำคัญกับส่วนต่างของ Price มากกว่า ทำให้บุคคลทั้งสองกลุ่มมีการมุ่งเน้นไปในทิศทางที่ต่างกัน แม้จะมีเป้าหมายที่ไม่ต่างกันก็ตาม…
การประเมินราคา
บนพื้นฐานของ Price และ Value หากใครติดกับดักของ Price จะค่อนข้างให้ราคาตามที่ปรากฏ เช่น รองเท้าคู่ละ 20,000 บาท อาจมองว่าแพง แต่เมื่อเห็นป้ายราคาบอกลด 80% แล้ว ความคิดอาจต่างออกไป สำหรับการประเมินของกลุ่ม Value จะมีการประเมินที่หลากหลายกว่านั้น อาจมองว่า 20,000 บาท ไม่แพงก็ได้ หากสามารถนำไปขายที่อื่นได้ในราคาที่สูงกว่านั้น หรืออาจมองว่าราคายังแพงอยู่หากนำมาใช้ประโยชน์กับตนเอง เป็นต้น
บทสรุปของ Price และ Value คงจะเป็นเรื่องของการพิจารณาที่ Value เป็นหลักก่อน แล้วจึงค่อยพิจารณา Price เป็นเรื่องรอง หลายคนสามารถใช้ประโยชน์จาก Price และ Value ได้จากการค้าขาย หรือการลงทุนตามที่ยกตัวอย่าง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดี การดำเนินชีวิตให้อยู่ในความมีสติ ความรอบรู้ และความรอบคอบ เป็นสิ่งที่ต้องพึงกระทำมากกว่าสิ่งอื่นใด เราจึงจะสามารถควบคุมสถานะทางการเงินของเราได้อย่างแข็งแกร่ง และดีกว่าไม่มีการควบคุมครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 080-6344447 E-Mail : jimair13_@hotmail.com BB : 222AEB77
หลายคนมีความคิดว่าการมีเงินเดือนสูงๆ ยิ่งสูงมากเท่าใด ชีวิตยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น โดยไม่แคร์ว่างานของตน คืออะไร ถ้าให้เงินสูง ตนก็พร้อมที่จะถวายชีวิตเพื่อทำงานนั้น …หากผมเป็นนายจ้าง ผมอาจชอบคนแบบนี้ก็ได้ ถ้าเขาเก่งจริง
อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงจุดที่เงินเดือนอิ่มตัว ความรับผิดชอบมักจะไม่อิ่มตัวตาม บ่อยครั้งคนที่ทำงานในลักษณะดังกล่าวจะไม่มีความสุข เพราะเวลาชีวิตของตนถูกใช้ไปกับการทำงาน แทนที่จะเป็นการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ดังนั้นปัญหาหลักๆ ของมนุษย์จึงมีอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องเงิน และเวลา

งานที่รับรายได้เป็นเงินเดือน งานนั้นเลือกที่จะพรากเวลาชีวิตไปพร้อมกับหน้าที่ และความรับผิดชอบอยู่เสมอ หลายคนกว่าจะรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าปลายสุดท้ายของบันได ไม่ใช่สิ่งที่ตนเอง “ต้องการ”
ผมไม่ต้องการสรุปว่า เงินเดือนสูงๆ คู่ควรกับคนที่สามารถจัดการกับความรับผิดชอบที่มากมายได้เท่านั้น แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงเหล่านี้ ความเครียด ปัญหาสุขภาพ เวลาที่จำกัด คือปัญหาของลูกจ้างเงินเดือนสูงแทบทั้งสิ้น
เมื่อแต่ละคนไม่กล้าไปอยู่จุดที่สูงกว่า เงินเดือนก็ไม่กล้าถูกจ่ายให้กับคนประเภทนี้ด้วยเช่นกัน ไม่มีนายจ้างผู้ใดจ่ายเงินเดือนในระดับแสนบาทให้กับผู้ที่ใช้ความรู้ระดับประถมทำงานหรอก เว้นแต่จะอาศัยสายสัมพันธ์ส่วนตัว ก็เป็นอีกเรื่องนึง
เพราะปัญหาเรื่องเงิน และเวลาดังกล่าว เราจึงต้องเลือกอะไรที่ “ดีกว่า” ทำ หากใครเตรียมตัวได้รวดเร็ว ผู้นั้นก็จะได้เปรียบกว่า ทางเลือกมีอะไรบ้างนอกจากงานประจำ หลักๆ คงหนีไม่พ้นการลงทุนในทรัพย์สินงอกเงย หรือการเป็นผู้ประกอบการ
คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ผลกำไร ย่อมดีกว่าค่าจ้าง” ไหม?
คำว่า “ดีกว่า” ในที่นี้ คือวิธีแก้ปัญหาเรื่องของเงิน และเวลานั่นเอง

การลงทุนนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นการแก้ไขปัญหาของ “ตนเอง” ส่วนการเป็นผู้ประกอบการ ส่วนมากมักเป็นการแก้ไขปัญหาของ “ผู้อื่น” เพราะฉะนั้นคุณต้องเรียนรู้วิธีคิดของงานแต่ละประเภทให้ดี คุณจึงจะสามารถสร้างผลกำไรจากงานอื่นๆ ที่มิใช่งานประจำได้
นอกจากนี้ คุณอาจเห็นความพิเศษระหว่าง การลงทุน และการเป็นผู้ประกอบการได้อย่างหนึ่ง คือทัศนคติที่มีต่อความผิดพลาด ความล้มเหลว …การลงทุนนั้น ต้องการความผิดพลาด และความล้มเหลวน้อยที่สุด เราจึงต้องมีทั้งความรู้ และรู้จักวิธีการควบคุม [ความเสี่ยง] ส่วนการเป็นผู้ประกอบการ ไม่มีอะไรจะสำเร็จเท่ากับการเพิ่มปริมาณความผิดพลาด และความล้มเหลว
ดังนั้น ถ้าหากคุณคิดว่าเวลาทั้งชีวิต คุณเลือกที่จะใช้เงินเดือนวัดความสำเร็จ ก็อาจจะต้องคิดใหม่ เพราะคุณจำเป็นต้องรักษาระดับความเครียด สุขภาพ และเวลา ให้เกิดความสมดุลต่อชีวิต และคนรอบข้างให้ได้มากที่สุดครับ
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
พิมพ์เขียวทางการเงินถือว่าเป็นรูปแบบ หรือเค้าโครง ให้ผู้ที่เลือกใช้สามารถกำหนดภารกิจที่ตนต้องทำ ต้องเรียนรู้วิธีคิดแบบไหน นอกจากนี้ยังสอนให้รู้จักวิธีจัดการกับปัญหา การควบคุมและการพัฒนาตนเอง และยังเป็นการช่วยย่นระยะเวลาไปสู่เป้าหมายทางการเงินให้สั้นลงได้…
อย่างไรก็ตาม การเลือก Blueprint ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่รู้จักวิธีใช้ อาจทำให้เกิด “ความขัดแย้ง” ทางความคิดขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณเลือก Blueprint ของนักลงทุน ในขณะเดียวกันคุณก็เลือก Blueprint ของนักบวช คำถามก็คือ ทั้ง 2 Blueprint นี้เขาสอนว่าไว้อย่างไร?วันหนึ่ง Investor Blueprint อาจสอนคุณว่าทำอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนที่ดี พูดตรงๆ คือทำอย่างไรให้ได้เงินมากๆ ในขณะเดียวกัน Priest Blueprint อาจสอนคุณว่าอย่าทุ่มเทเวลาหาเงินมากเกินไป เพราะจะทำให้คุณเกิดความทุกข์ความจริง Blueprint ทั้ง 2 แบบ ไม่ผิดในแบบที่เขาสอน เพราะ “ใช้วิธีคิด” ต่างกัน ผู้ที่เคร่ง Blueprint ของนักบวช บางครั้งมองเงินคือ “ความทุกข์” คือทุกข์ที่ต้องหาเงิน ดังนั้น ผู้ที่ใช้ Blueprint ของนักบวช จะเกิดความทุกข์เมื่อใช้ความพยายามในการหาเงินมากเกินไป ซึ่ง Blueprint ของนักลงทุน จะไม่กล่าวถึงว่าการหาเงิน คือความทุกข์ แต่อาจสอนว่าอย่าโลภแทน
ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ทั้ง 2 Blueprint ให้แนวคิดต่างกันจริงๆ หรือ? และเราจะนำไปใช้ร่วมกันได้หรือไม่?คำตอบคือ “ได้” เนื่องจาก Investor Blueprint ให้แนวทางเกี่ยวกับ “ความสามารถทางการลงทุน” ส่วน Priest Blueprint ให้แนวทางเดียวกับ “ความสามารถในการควบคุม [ความต้องการ]” คนที่มี Blueprint ทั้งสองแบบ จึงอาจมีความทุกข์น้อยกว่ามีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเราทราบว่า ทุกศาสนาสอนให้ทุกคน “เป็นคนดี” แต่ไม่ได้สอนให้ทุกคนหาเงิน ดังนั้น คุณจึงต้องแยกแยะให้ออก ว่าคุณจะใช Blueprint ไหน เพื่อวัตถุประสงค์ใด ซึ่งจะช่วยลดความสับสนทางความคิดได้บ้างอย่าลืมว่า “การหาเงิน” ไม่ใช่ “ความทุกข์” แต่ “ความทุกข์” คือ “การทำไม่ดี” เพราะฉะนั้นหากคุณใช้วิธีการหาเงินที่ดี -ต้องไม่เป็นทุกข์-If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
เรื่องราวในตอนนี้ เหมาะสำหรับผู้กำลังทำธุรกิจส่วนตัว (ทุนน้อย) ที่มีความคิด ต้องการขยายขนาดของธุรกิจของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้น เหตุผลที่ต้องขยายธุรกิจในที่นี้มีเพียง 2 ประการคือ 1 เพื่อความอยู่รอด และ 2 เพื่อความเติบโต …
ความเข้าใจ Self-Employed และ Entrepreneur (Business Owner)
หากทั้งสองคำเป็นการทำธุรกิจเหมือนกัน ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองคำนี้ก็คือ Self-Employed ไม่มี “วิธีสืบทอดธุรกิจ”
และวิธีสืบทอดธุรกิจ ก็คือ “ระบบ” ที่เรากำลังใช้ความพยายามทำอยู่ทุกวันนี้
ถ้าใครเคยศึกษาธุรกิจเครือข่าย ย่อมได้เรียนรู้กับคำว่า -ระบบ- มาเป็นอย่างดี หรืออ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ทุกๆ คนล้วนมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบทั้งสิ้น
หากเราสังเกตระบบให้ดี ก็จะทราบว่าต้องมีการเข้าร่วม มีการเรียนรู้ และมีการลงมือทำ ระบบที่ดีจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้ร่วมทำงาน สามารถเข้าร่วม เรียนรู้ และลงมือทำ ได้อย่าง -อัตโนมัติ- มากที่สุด
และระบบ ก็ยังมีอยู่ 2 แบบ คือระบบเปิด และระบบปิด ซึ่งระบบเปิด จะมีการเปิดรับผู้ร่วมงานที่หลากหลายช่องทาง ส่วนใหญ่มักใช้เครื่องมือทางการตลาด Marketing ส่วนระบบปิด มักเป็นการอาศัยสายสัมพันธ์ที่ดีทางธุรกิจ หรืออาจเป็นการคัดเลือกบุคลากรผ่านทางฝ่ายบุคคล เป็นต้น
ประเด็นสำคัญของระบบ หากใครขาดปัจจัยที่จะอธิบายดังต่อไปนี้ จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ยาก
1 สร้างทัศนคติ
2 สร้างผู้นำ
3 ความรับผิดชอบองค์กร
4 การสร้างยอด
5 รายได้
และสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับแรกเรียงจากความสำคัญมากไปน้อย คือ 1 > 5
1 สร้างทัศนคติ (Attitude)
สิ่งที่จะต้องตอบให้ได้ คือการมีทัศนคติอย่างไร จึงจะเป็น “สิ่งที่ถูกต้อง”
สิ่งที่ถูกต้อง คือการศึกษาจากบุคคลต้นแบบ ศึกษาความคิดบวก ศึกษาธรรมะ และนำความคิดเหล่านั้นมาแชร์ หรือแบ่งปันความรู้ให้แก่ผู้ร่วมงาน
[ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Attitude, Self Development, Positive Thinking, Law of Attraction, Millionaire Mind, Miracle of Giving]
2 สร้างผู้นำ (Leadership)
ผู้นำ คือผู้เปลี่ยนแปลง ในโลกของเราต้องการคนที่มีความเป็นผู้นำ เหตุผลที่ต้องการก็เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องมีการ “ปรับตัว” และบุคคลผู้ที่จะทำให้มีการปรับตัวได้ ก็คือบุคคลผู้ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงนั่นเอง
[ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Leadership, Change, Try, Practical, Time Management, Respect, The Unlimited Power, Inspiration]
3 ความรับผิดชอบองค์กร (Organization)
การแบ่งความรับผิดชอบในองค์กร เป็นสิ่งที่ต้องใช้ใจ ใช้ความรัก ใช้การเสียสะ และการอุทิศตนต่องาน หลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “สามัญสำนึก” …ต่อให้องค์กรมีคนเก่ง มีคนที่มีความสามารถมากเท่าใด หากขาดสามัญสำนึกต่อความรับผิดชอบที่ดี ย่อมทำให้การทำงานเป็นทีมไม่ประสบความสำเร็จ
[ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Team, Teamwork, Entrepreneur, Team Goal, Focus]
4 การสร้างยอด (Volume)
เป็นการลงมือภาคปฏิบัติในการสร้างรายได้ หลักๆ ก็จะเป็นการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของการตลาด (Marketing) ซึ่งเป็นพาหนะช่วยนำทางไปสู่เป้าหมาย นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า และการดูแลลูกค้าอย่างถูกต้องด้วย
[ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Marketing, Customer, Creative, Humility, Reputation]
5 รายได้ (Earning)
หากระบบใดสามารถถูกพัฒนาได้ครบทั้ง 4 ประการ รายได้จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ได้จากการมีระบบที่ดี และการเรียนรู้เกี่ยวกับรายได้ สิ่งที่จะต้องแชร์ให้กับเพื่อนร่วมงานก็คือ “การรู้จักรอ”
ข้อสรุปของการพัฒนาระบบ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัย “ประสบการณ์” มากกว่า “ความรู้” (แต่ต้องมีทั้งสองอย่าง) เนื่องจากต้องมีการ -ลงมือทำอย่างยาวนาน- นั่นเอง…
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถสื่อถึงกันได้เพียงแค่เสี้ยววินาที คนที่สามารถนำข้อมูลที่ถูกต้องไปใช้ได้ทันที จะสามารถไปถึงจุดหมายทางการเงินได้รวดเร็วกว่าผู้ที่ยังคงพยายามลองผิดลองถูก คุณเห็นด้วยไหม…
ตำราที่เราเรียนในสถานศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวทางวิชาการที่มีประโยชน์ก็จริง แต่กว่าที่นักเรียนนักศึกษาจะนำสิ่งที่เรียนออกมาใช้ บางทีพวกเขาอาจคืนความรู้ทั้งหลายให้แก่ผู้สอน ณ วันที่เขาเริ่มต้นเรียนจบ!!!เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?จงพิจารณาประโยคที่ว่า “สิ่งใดมิได้ถูกนำออกมาใช้ สิ่งนั้นย่อมสูญสลายไปตามกาลเวลา” เป็นสิ่งที่ผมอยากให้ผู้อ่าน …ตั้งใจอ่านทวนอีกหลายๆ ครั้งใครที่เคยสอนลูกว่า ให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เรียนให้ได้เกรดดีๆ เพื่อจะได้มีงานดีๆ ทำ “เงินเดือนสูงๆ” …ประโยคหลังฟังดูไม่น่ามีอะไรผิด เพราะพ่อแม่ผมก็สอนไว้แบบนั้นเช่นกัน แต่ก็น่าคิดชีวิตคนส่วนใหญ่เป็นชีวิตที่มีแบบ ซึ่งแบบที่คนส่วนใหญ่ทำนั้น มักเป็นแบบที่ไม่ถูกทำโดยบุคคลที่ประสบความสำเร็จ นั่นจึงทำให้คนส่วนใหญ่คิด และทำในแบบที่คนไม่สำเร็จเขาทำกันเรานั้นอยากให้ผู้อื่นทำอะไร ในขณะที่ตอนเด็กๆ บางครั้งตนเองก็ไม่เคยทำอะไรในแบบที่แนะนำในปัจจุบัน ด้วยความคิดที่เป็นแบบนี้เอง จึงทำให้ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่ จึงถูกจำกัดกรอบความคิดไว้เพียงแค่ ให้เรียนสูงๆ เพื่อ “เงินเดือนสูงๆ”
สิ่งที่อยู่ในตำราเรียน บ่อยครั้งมักไม่ได้ถูกนำออกมาใช้กับการทำงาน และทำให้ความรู้ในตำราถูกลืมไป เนื่องจากหลายคนเลือกงานที่มี “เงินเดือนสูงๆ” แทนที่จะทำงานที่ตนเองรัก หรือมีความใฝ่ฝันอยากจะทำอย่างไรก็ตาม ยังมีแหล่งที่เราสามารถเรียนรู้ ซึ่งเป็น Street School ที่เกิดจากวิวัฒนาการและเทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูลที่รวดเร็ว ทำให้สามารถเรียนรู้ในขณะที่ทำงานไปพร้อมๆ กันได้ และเราเรียกวิธีการเรียนรู้ดังกล่าวว่า “การเรียนนอกตำรา”คิโยซากิ กล่าวว่า การเรียนในโรงเรียนนั้น เราไม่สามารถที่จะเลือกครูเองได้ และที่สำคัญคือครูในโรงเรียน มักไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินจริง แต่เขาอาจเรียนจบมาทางสายการเงินโดยเฉพาะ สิ่งนี้เองจึงทำให้การเรียนนอกตำรา เป็นข้อดีที่เราจะสามารถเลือกต้นแบบที่เหมาะสมกับอาชีพของเราที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบันได้ท่านผู้อ่านครับ ถ้าคุณต้องการรวย แต่ไม่ทำงานที่ทำให้รวย ทำอย่างไรก็ไม่รวย ใช่หรือไม่? …ถ้าคุณวางแผนว่าจะเกษียณก่อนอายุ 40 ด้วยการมีเงินเก็บอย่างต่ำๆ 10 ล้านบาท …งานประจำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เหมาะสมกับคุณบางทีคุณอาจจะลดขนาดของความฝันลง เหลือเงินเก็บเพียง 1 ล้านบาท ก็ไม่แน่ว่าจะได้ เพราะถ้าคุณมีบ้าน รถยนต์ ภรรยา มีลูก มีความเจ็บป่วย มีอุบัติเหตุ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน การวางแผนเพื่อเงินเก็บเพียง 1 ล้านบาท ดูออกจะมีความเสี่ยงเกินไป

เพราะฉะนั้น ในขณะที่คุณวางแผนเพื่ออนาคตของตนเอง ของคนที่คุณรัก การเรียนรู้นอกตำราจะช่วยนำทางให้คุณไปสู่เป้าหมายทางด้านการเงินและเวลาได้อย่างถูกต้อง โดยใช้เวลาที่สั้นกว่า และตรงตามเป้าหมายในแต่ละอาชีพ ในแต่ละสาขาที่คุณเลือกทำงานครับ
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. – กุศล บัวใหญ่
คุณรู้ว่าการเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างใหม่ๆ คุณจะต้องเริ่มนับหนึ่ง บางคนคนอาจเริ่มที่ศูนย์ สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความใหม่ของคุณ ถือว่าไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกว่าเป็น “มืออาชีพ” อย่างไรก็ตาม คิโยซากิ ชอบที่จะแนะนำคนของเขา ให้เลือกเส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการ หรือไม่ก็นักลงทุน…
การเป็นลูกจ้าง ในสายตาของคิโยซากิ ไม่ใช่สิ่งที่เขารังเกียจ อย่าเข้าใจผิด เพียงแต่เขามองเห็นวิธีคิดแบบลูกจ้าง ว่าเป็นการใช้ระยะเวลาไปสู่อิสรภาพทางการเงินที่ยาวนานกว่า ส่วนการเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว อาจไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการมีรายได้แบบ Passive Incomeเมื่อเขาเลือกที่จะแนะนำคนให้มาทางฝั่งขวาของเงินสี่ด้าน (ผู้ประกอบการ, นักลงทุน) คิโยซากิ มักเตือนถึงความเสี่ยงทางฝั่งขวา โดยเฉพาะการเป็นผู้ประกอบการ บางครั้งคุณอาจไม่สามารถทำเงินได้เลยจากฝั่งนี้ แต่คุณจะได้เรียนรู้วิธีคิดที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิต
คิโยซากิ เป็นคนฉลาดในเรื่องของการอ่านเกมส์การเงิน เขาเลือกเฉพาะแต่เกมส์ที่เขาถนัด และพยายามเลี่ยงเกมส์ที่เขาไม่มีความรู้เพียงพอ โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพในการบริหารเงินลงทุน เขาจึงทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้กับการเป็นผู้ประกอบการ
กลับมาต่อเกี่ยวกับความเสี่ยง เด็กแรกเกิดนั้น เมื่อเริ่มต้นยังเดินไม่เป็น (แต่คลานเป็น) ถึงแม้จะพอมีความรับรู้ว่าจะต้องเดินอย่างไร แต่พอปฏิบัติก็มักล้มอยู่เสมอๆ ตัวอย่างนี้เปรียบเทียบให้เห็นการเริ่มต้นลองสิ่งใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยง (เสี่ยงที่จะล้ม) โดยในแต่ละครั้งที่เราเสี่ยง เราก็มักจะมีคนอย่างน้อยหนึ่งคนที่ดูแลเรา พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่เลี้ยง หรือเพื่อนบ้าน ความรักและการดูแลเอาใจใส่ย่อมแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามคนเหล่านี้ที่มีดี ก็คือเขาเดินเป็น และเดินเป็นมาก่อนเรา แต่จะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางใด แต่ละคนก็ยังแตกต่างกันอีก
ประเด็นคือ หนทางในการเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินนั้น มีหลากหลายเส้นทางให้เลือก และหลายคนเลือกที่จะเดินตามรอยเท้าคนที่สำเร็จ และในระหว่างนั้น อาจมีความคิดใดความคิดหนึ่งเกิดขึ้น เช่น ความห่างไกลจากความสำเร็จ ทำแล้วได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนที่คนสำเร็จทำ ลงมือทำไปแล้วไม่ชอบไม่ใช่สิ่งที่ตนรัก ความคิดเหล่านี้มักเกิดกับคนที่ทำแล้วไม่ได้เงิน จึงทำให้พวกเขารู้สึกท้อแท้ และหมดหวัง บางคนเริ่มหาเหตุผลเพื่อแก้ตัว โทษสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ตนไม่สำเร็จ บ่นถึงความยากลำบาก ความไม่พร้อม ฐานะทางการเงิน ไม่มีเวลา จนกระทั่งเป็นเหตุให้ตนต้องเลิกล้มความตั้งใจ สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยง เสี่ยงที่จะเสียทั้งเงินและเวลา และบางครั้งอาจทำให้เสียสติ
อย่างไรก็ตามในทุกๆ ครั้งที่เสี่ยง หากมองลึกลงไปให้ดี เราก็จะพบว่า เราได้เรียนรู้บางสิ่ง เป็นไปได้ทั้งสิ่งที่คาดหมายได้ว่าอาจจะเกิดขึ้น และสิ่งที่ไม่เคยคาดหมายว่าจะเกิดขึ้น หากคุณคิดถึงคำแนะนำของ คิโยซากิ ที่ว่า “คุณจะได้เรียนรู้วิธีคิดที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิต” และมันก็จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ

บางครั้งเราจึงต้องเสี่ยง เสี่ยงเพื่อประโยชน์ เสี่ยงเพื่อคุณค่า เพราะถ้าไม่เคยล้มเหลว …คุณจะไม่รู้ว่า “ทำอย่างไรไม่ให้ล้มเหลว” และคุณค่าของการทำพลาด คือการได้สอนตนเองว่า “อย่าพยายามกระทำผิดซ้ำ” การเลี่ยงที่จะเสี่ยง อาจทำให้เราไม่ได้เรียนรู้เลยว่าคุณค่าของชีวิตเรานั้น คืออะไร ชีวิตของเราสุดท้าย… จะไปยังจุดไหน และทำไมชีวิตที่เกิดมา จึงต้องเสี่ยงลงมือทำอะไรบ้างเพื่อความสำเร็จ
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
สรุปสั้นๆ อาการเกี่ยงงาน: จะทำให้คุณไม่มีการเรียนรู้ และที่สำคัญ “เงินไม่ชอบ”
หากไม่เข้าใจให้อ่านบทอธิบายต่อ…
อาการเกี่ยงงาน เป็นเรื่องของ “ทัศนคติ” และอาจเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “อคติ” …หากอ่านหมวด Self Development ก็จะทราบว่า การมีอคติจะทำให้คนผู้นั้นไม่มีการเรียนรู้ในเรื่องที่เขามีอคติ หากเขามีอคติต่อวิธีการหาเงินวิธีใด เขาก็จะไม่สามารถทำเงินด้วยวิธีที่เขามีอคติ
อาการเกี่ยงงาน กับ การทำงานอย่างชาญฉลาด สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีลักษณะคล้ายกัน แต่ต่างกันที่ “วิธีคิด”

อาการเกี่ยงงานคือ ลักษณะของการไม่เต็มใจ ไม่ให้ความร่วมมือ พร่ำบ่น ไม่พัฒนาวิธีการทำงานให้ดีขึ้น ร้ายแรงกว่านั้นก็คือ ไม่ทำงาน
ส่วนการทำงานอย่างชาญฉลาด จะเป็นการเลือกทำงานด้วยการมีทัศนคติที่ถูกต้อง มีเหตุผลมารองรับ ที่สำคัญคือรู้ตัว รู้ว่าตนกำลังทำด้วยวัตถุประสงค์ใด
อาการเกี่ยงงาน หากเกิดขึ้นบ่อยในงานประจำ ผู้ประเมินผลจากการทำงานมักจะดูออก และง่ายต่อการพิจารณาค่าตอบแทนที่เหมาะสม …ให้พิจารณาคำพูดที่ว่า “สิ่งที่คุณจะได้อย่างชอบธรรม คือสิ่งที่คุณได้ใช้ความพยายามลงมือทำ” เพราะฉะนั้นจงถามตนเองว่า งานที่คุณทำ ควรค่าแก่การจ่ายค่าจ้างในระดับนั้นหรือไม่? ถ้าคำตอบคือ “ไม่” ก็อย่า “พร่ำบ่น”
อาการเกี่ยงงาน หากไปเกิดขึ้นกับการทำธุรกิจ การประกอบการ อาจนับได้ว่าเป็น “หายนะ” ของการทำงานเลยก็ว่าได้ ผมขอยกตัวอย่างคำพูดของคุณธนินท์ เจียรวนนท์ ไว้ดังนี้
“ผมบอกพนักงานอยู่เสมอ
คือในโลกนี้ ไม่มีคนไหนเก่งไปตลอดกาล
วันนี้คุณอาจเก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่งกว่าคุณ
เพราะฉะนั้น คนใดก็ตามที่ภูมิใจว่า ตนเองเก่ง
จงจำเอาไว้ได้เลยว่า ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้ว
ความโง่คืบคลานมาใกล้ตัวคุณแล้ว”

ในมุมมองของผู้ประกอบการ คำพูดดังกล่าวอธิบายไว้อย่างชัดเจน
อาการเกี่ยงงาน เกิดขึ้นได้ไม่เว้นแม้กระทั่งการลงทุน หากคุณไม่เต็มใจที่จะเข้าไปศึกษาธุรกิจว่าเขาทำอะไร มีวิธีในการหารายได้อย่างไร มีหนี้สินมากน้อยขนาดไหน การอ่านงบการเงินย้อนหลัง การพิจารณาตัวเลขทางการเงินที่สำคัญๆ อัตราผลตอบแทนของทรัพย์สินที่ลงทุน ฯลฯ คุณก็ควรให้ “มืออาชีพ” เป็นผู้ดูแลเงินลงทุนของคุณ ดูจะเป็นเรื่องที่เหมาะสมกว่า สำหรับการลงทุน …ผมชอบคำพูดที่ว่า
“หมัดที่คุณต่อยพลาด จะทำให้คุณหมดแรง” : )
เมื่อคุณรู้ผลในทางลบของอาการเกี่ยงงานแล้ว คุณก็ควรบรรจุ “วิธีแก้ไข” อาการดังกล่าว ไว้ในการวางแผนทางการเงินของคุณด้วย
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
อาจจะเป็นคำพูดที่เราได้ยินบ่อยที่สุด > “ไม่รู้จะไปชวนใคร” , “ฉันขายไม่เก่ง” , “กลัวเสียเพื่อน” หรือแม้กระทั่ง “ไม่มีเวลา” …สิ่งเหล่านี้คือปัญหาหลักของนักสร้างเครือข่าย ประเด็นคือ หลายคนมีความเข้าใจเครือข่ายอย่างไร ทำไมต้องสร้างเครือข่าย และเราจะได้รับประโยชน์อะไรจากการมีเครือข่าย…
สิ่งที่คน “เข้าใจผิด” มากที่สุดเมื่อพูดถึงเครือข่าย หลายคนคิดไปถึง MLM บางคนบอก MLM แล้วไม่รู้จัก แต่ถ้าบอก Amyway แล้วจะร้องอ๋อ …คำพูดต่อมาก็คือ กูไม่ชอบ มึงไปไกลๆ อย่ามาชวนกู พ่อกูก็ Amyway แม่ข้าก็ Amyway…อะไรทำนองนี้ ในงานพื้นฐานเราแทนลักษณะอาการเหล่านี้ว่าพวกเขา “ปิดใจ” แต่ในทางธุรกิจ คนกลุ่มนี้จะถูกจัดให้เป็นทางเลือกสุดท้าย จนกว่าเขาพร้อมที่จะฟังคุณ (อนึ่ง MLM เป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ คนที่ต้องการมีรายได้จากการทำอะไร ไม่ควรมีอคติกับสิ่งนั้น เพราะ “คุณจะไม่มีวันเรียนรู้สิ่งที่คุณมีอคติ”)เครือข่ายคืออะไร?ที่แน่นอน เครือข่ายต้องมี “คน”และเครือข่ายต้องมี “การแลกเปลี่ยน”
วิธีคิดที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเครือข่าย ย่อมนำมาซึ่ง “ความลำพัง”
อย่างไรก็ตามทุกๆคนมี “เครือข่าย” ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เพียงแต่หลายคนไม่ได้นำมาใช้ในวัตถุประสงค์ของงาน หรือการทำเงินเท่านั้นเอง
การรวมกลุ่ม เข้าเป็นสมาชิก เข้าไปแสดงความคิดเห็น นัดทำกิจกรรม การแชร์ความรู้ การเล่าเรื่อง หรือทำอะไรก็ตามให้คนเข้ามารวมกันเป็นกลุ่ม ถือว่าเป็นการสร้างเครือข่ายทั้งสิ้น
ทำไมต้องสร้างเครือข่าย?
ถ้าเราเข้าใจว่าเครือข่ายต้องมี “คน” และมี “การแลกเปลี่ยน” เพราะฉะนั้น การสร้างเครือข่ายได้ดีเท่าไร คนยิ่งมาก ยิ่งมีการแลกเปลี่ยนมากด้วยเช่นกัน และจะทำให้เกิด “พลังทวีคูณ”
พลังทวีคูณ คือ ลักษณะของการแตกออก แพร่กระจาย แพร่สะพัด เป็นกระแส รวมๆเราเรียกมันว่า “โมเมนตัม” ลองจินตนาการ คนที่เล่นฟุตบอลคนเดียว กับคนที่เล่นฟุตบอล 11 คน แบบไหนจะสำเร็จเร็วกว่ากัน แบบไหนจะสำเร็จง่ายกว่ากัน แบบไหนเหนื่อยน้อยกว่ากัน และแบบไหนที่คุณควรเข้าร่วม
เราจะได้รับประโยชน์อะไรจากการสร้างเครือข่าย? (ในแง่ของการเงิน)
หากคุณทำงานเป็นลูกจ้าง คุณสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อหาลูกค้าได้มากขึ้น
หากคุณทำงานเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว คุณสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อหาลูกค้าได้มากขึ้น
หากคุณทำงานเป็นผู้ประกอบการ คุณสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อหาลูกค้าได้มากขึ้น
หากคุณทำงานเป็นนักลงทุน คุณสามารถสร้างเครือข่ายเพื่อหาลูกค้าได้มากขึ้น

ไม่ว่าคุณจะทำงานแบบไหน การสร้างเครือข่ายช่วยให้คุณหาลูกค้าได้มากขึ้น การสร้างเครือข่ายสามารถแก้ปัญหา “ไม่รู้จะไปชวนใคร” , “ฉันขายไม่เก่ง” , “กลัวเสียเพื่อน” และ “ไม่มีเวลา” ได้ เพราะเมื่อคุณมีเครือข่ายขนาดใหญ่ โอกาสที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ ใช้ หรือขอรับบริการ ย่อมมีมากกว่าคนที่อยู่ “เพียงลำพัง” …จริงไม๊
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
ต่อให้คุณไม่เก่ง แต่ถ้าคุณมีทีมที่เก่ง อะไรๆก็จะดูง่าย… อย่างไรก็ตาม คนเก่งก็มักจะเลือกทำงานกับคนที่เก่งเหมือนๆกัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่คุณจะได้ร่วมทำงานกับทีมที่ดี ถ้าคุณไม่มีการพัฒนาตนเอง…
คุณค่าของการ “ทำงานเป็นทีม” หรือ “ทีมเวิร์ค” คืออะไร?
สมมติมีเศรษฐีจ้างคุณ 10 ล้านบาท ให้หาน้ำมาใส่ให้เต็มสระขนาด 10x20 เมตร ลึก 2 เมตร โดยมีกำหนดระยะเวลาให้ทำเสร็จภายใน 5 ชั่วโมง
กรณีแรก ด้วยขันเพียง 1 ใบ คุณจะใช้เวลาประมาณ 10 เดือนในการตักน้ำให้เต็มสระ
กรณีที่ 2 คุณมีคนอยู่ 10 คน และมีขันกันคนละใบ อาจสามารถตักน้ำให้เต็มสระได้ภายใน 2 เดือน
กรณีที่ 3 คุณมีคนอยู่ 5 คน และมีเครื่องสูบน้ำอยู่หนึ่งเครื่อง และมีขันกันคนละใบ อาจสามารถหาน้ำมาใส่ได้เต็มสระภายใน 5 ชั่วโมง
กรณีสุดท้าย คุณมีคนอยู่ 5 คน เช่นกัน และไม่มีเครื่องสูบน้ำ หรือขัน แต่สามารถหาน้ำมาใส่ได้เต็มสระภายใน 2 ชั่วโมง

ทั้ง 4 กรณี อาจเกิดขึ้นได้กับตัวคุณ โดยเฉพาะการเริ่มต้นทำธุรกิจ
กรณีแรก: เราจะเห็นได้ว่ามันเป็นไปได้ยาก (แต่เป็นไปได้) ที่จะทำงานนี้ให้สำเร็จเพียงลำพัง คุณอาจสามารถทำให้น้ำเต็มสระได้ แต่คุณต้องใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมง… สิ่งที่คุณลงมือลงแรงไปจึงเกิดการสูญเปล่า
กรณีที่ 2: คุณอาจสามารถหาทีมงานได้เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม แต่ละคนไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือเพียงพอที่จะทำให้งานสำเร็จได้ เพราะต่างคนต่างก็มีขันเหมือนกัน แต่ไม่มีความแตกต่าง หลายๆครั้งจึงทำให้การทำธุรกิจ มักจะลงเอยด้วยล้มเหลวอยู่เสมอๆ
กรณีที่ 3: คุณได้พบกับทีมงานที่มีคุณภาพ และมีเครื่องมือประสิทธิภาพสูงพอที่จะช่วยทำให้งานนั้นสำเร็จ อย่างไรก็ตามคุณอาจพบว่ามันไม่ง่ายเลย หากมีทีมงานบางคนต้องออกไปจากทีม และโดยเฉพาะทีมงานที่ทำหน้าที่ในการควบคุมเครื่องสูบน้ำ ซ่อมแซมเครื่องสูบน้ำ หรือแม้กระทั่งช่างต่อท่อน้ำที่มีความรู้ เหตุการณ์เหล่านี้มักเกิดกับธุรกิจที่สามารถเติบโตได้ในระดับหนึ่ง แต่ติดกับอุปสรรคในเรื่องของการพัฒนาระบบ จึงเป็นเหตุทำให้ธุรกิจพออยู่ได้เท่านั้น (ธุรกิจที่พออยู่ได้มักจะมีเรื่องของ “ความเสี่ยง” เข้ามาเกี่ยวข้อง)

กรณีที่ 4: มันเป็นไปได้อย่างไรที่ใช้คนเท่ากับกรณีที่ 3 ไม่มีเครื่องมือสูบน้ำ แต่ใช้เวลาน้อยกว่า 5 ชั่วโมง และที่สำคัญยังมีเวลาเหลือ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีกด้วย
ถ้าคุณเป็นผม หรือไม่ว่าใครก็ตาม ต่างก็ต้องการทีมงานแบบกรณีที่ 4 แทบทั้งสิ้น แล้วมันคืออะไร?
เริ่มตั้งแต่กรณีที่ 2 กระทั่งถึงกรณีที่ 4 คุณจะสังเกตว่า “การมีทีม” จะช่วยให้คุณไปสู่เป้าหมายได้รวดเร็วว่าการทำงานเพียงคนเดียว ดังนั้นเราจึงได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า คุณจะต้อง “คัดเลือก” ทีมงาน หรือไม่คุณก็ต้อง “ถูกเลือก”
มีทีมอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเครื่องมืออันชาญฉลาดที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายที่สำคัญๆ การมีเพียงขัน ซึ่งใช้ “วิธีคิดวิธีทำง่ายๆ” จะไม่ช่วยทำให้เกิด “การเปลี่ยนแปลง” ใดๆเลย และอาจมีโอกาสล้มเหลวสูงอีกด้วย
เราจึงได้ข้อสรุปต่อมาว่า การทำงานเป็นทีมนั้น สามารถช่วยย่นระยะเวลาให้เร็วขึ้นได้จริง แต่ก็จะต้องรู้จักเลือกเครื่องมือที่จะช่วยให้การไปสู่เป้าหมาย “ทำได้จริงๆ” หากคุณหวังว่าจะขายกาแฟแถวหมู่บ้านให้ได้เดือนละแสนเดือนละล้าน คุณต้องเปลี่ยนความคิดที่จะขาย “แถวหมู่บ้าน” ออก แต่คุณต้องหาเครื่องมือที่จะขายกาแฟให้ได้ทุกๆคนบนโลกใบนี้ เช่น ทำเป็นสาขา ทำเป็นเครือข่าย คิดค้นเครื่องมือในการกระจายสินค้า เพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายทุกรูปแบบ ซึ่งทีมที่จะทำแบบนี้ได้ แต่จะคนจะต้องมีความรู้พิเศษที่แตกต่างกัน และรู้จักใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น
ทีมก็มีแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือก็มีพร้อม สิ่งต่างๆเหล่านี้ช่วยทำให้เกิดความสำเร็จได้ แต่คำถามของผู้มากประสบการณ์ทางธุรกิจ จะถามต่อว่า เราจะสำเร็จอย่างนี้อยู่อีกนานแค่ไหน หากวันใดที่คนในทีมจากไป หรือมีคู่แข่งที่เก่งกว่า ทีมนี้จะอยู่รอดหรือเติบโตได้อย่างไร
เราจึงได้ข้อสรุปสำหรับกรณีที่ 4 ว่า
1 ทีมที่มีจินตนาการ และ
2 ทีมที่สร้างระบบเพื่อทดแทน
การมีจินตนาการ ช่วยทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ส่วนการสร้างระบบเพื่อทดแทน เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสานต่อด้านจินตนาการอีกทีหนึ่ง
กรณีที่ 4 หากใช้จินตนาการว่า คนทั้ง 5 คน คนแรกอาจติดต่อผู้รับเหมาที่มีเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ หรือมีหลายเครื่อง คนที่สองมีเงินทุนจ้างผู้รับเหมา คนที่สามมีรถขนน้ำเป็นของตนเอง คนที่สี่เป็นผู้ควบคุมการทำงานและคอยสั่งการ คนสุดท้ายเป็นคนสอนวิธีการหาคนทั้งสี่อีกครั้งหนึ่ง …สิ่งต่างๆเหล่านี้คือรูปแบบของการใช้จินตนาการ ซึ่งคุณหรือผมอาจจะจินตนาการถึงวิธีใหม่ๆ ในการหาน้ำมาใส่ให้เต็มสระได้เป็นร้อยๆวิธี…
และเพื่อให้สามารถรักษาทีมที่มีจินตนาการให้สืบทอดต่อๆ กันได้ ในภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องมีการสร้างระบบหนึ่งขึ้นมา เพื่อทดแทนและสานต่อจินตนาการเหล่านี้เอาไว้ และคุณสมบัติหนึ่งที่ทีมจะต้องมีนอกเหนือจากการมีจินตนาการ คือการมีผู้นำอย่างน้อยหนึ่งคน ที่รู้จักวิธีการสร้างระบบเพื่อทดแทน รวมถึงการสืบต่อวิธีการสร้างระบบ
คำถามก็คือ… คุณมีคนแบบนี้อยู่ในทีมหรือไม่?
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
มีคำสองคำที่นำมาเปรียบเทียบวันนี้ คือ Entrepreneur กับ Multi Level Marketing เรียกสั้นๆว่า MLM ทั้งสองจัดอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการเหมือนกัน บางคนบอกว่าอย่างแรกเหนื่อยกว่า บางคนบอกว่าอย่างหลังเหนื่อยกว่า แต่ไม่ว่าจะอย่างแรกหรือหลัง ต่างก็มีคำว่า “เหนื่อย” ด้วยกันทั้งสิ้น… แต่ไม่ใช่ประเด็น เพราะหมวด Money Machine เป็นเครื่องมือที่ใช้จัดระเบียบทางความคิดเกี่ยวกับเงินๆทองๆ เท่านั้น

Entrepreneur ความหมายนอกจากที่เราเรียกกันว่า “ผู้ประกอบการ” แล้ว จริงๆมีคำอธิบายว่า คือผู้ที่นำนายทุนและกรรมกรให้ร่วมกำลังกันก่อผลขึ้นส่วน Multi Level Marketing ก็คือ Entrepreneur ที่เรียกว่า Networker โดยมีโครงสร้างการทำงานคล้ายๆ Employee หรือลูกจ้าง แต่มันมีสิ่งที่ลูกจ้างไม่มี นั่นคือ “ความอิสระ” จากกำหนดระยะเวลาทำงาน ขีดจำกัดของรายได้ แต่ก็มีความเสี่ยงเกี่ยวกับรายได้เข้ามาเกี่ยวข้องเช่นกันเมื่อพิจารณาลักษณะงานของ Entrepreneur และ Networker เราจะเห็นได้ว่ามันมีความหมายเดียวกัน คือผู้ที่นำนายทุนและกรรมกรให้ร่วมกำลังกันก่อผลขึ้น แต่ Networker มีวิธีการทำง่ายกว่า (ย้ำอีกครั้งว่ามีวิธีการทำง่ายจริงๆ) แต่หากจะพูดถึงความสำเร็จ ส่วนหลังไม่มีใครให้คำตอบได้ เรารู้เพียงอย่างเดียวว่าถ้าไม่เลิก โอกาสสำเร็จก็จะมี
ที่กล่าวว่า Networker มีวิธีทำง่ายกว่า เนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้1 มีคนจัดตั้งบริษัทไว้ให้เรียบร้อยแล้ว2 มีคนพัฒนาสินค้าไว้ให้เรียบร้อยแล้ว3 มีคนกำหนดแผนรายได้ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว4 มีคนวิจัยตลาดไว้ให้เรียบร้อยแล้ว5 มีทีมงานมืออาชีพไว้รองรับ6 …ที่เหลือก็คือ “การพัฒนาตัวเอง”ส่วน Entrepreneur ยกเว้นเจ้าของธุรกิจ Franchise (ต้องมีเงินลงทุนสูง) หากจะเริ่มต้น จะต้องดำเนินการในข้อ 1-6 เอง คนที่ไม่มีความรู้ความสามารถและเงินทุน จึงมีโอกาสทำสำเร็จได้ยากกว่าพวก NetworkerFinancial Freedom Blueprint ของนักการเงินเก่งๆหลายท่าน จึงแนะนำทางเลือกของ MLM ก่อน หากคิดอยากจะเป็น Entrepreneur ที่มีเงินลงทุนไม่มาก และไม่มีโค้ช พ่อแม่ ญาติ หรือเพื่อนที่เป็นนักธุรกิจ นี่เป็น Solution ของผู้เริ่มต้นทุกๆท่าน และบางคนเรียกมันว่าเป็น Opportunity หรือ “โอกาส”เมื่อพูดถึง MLM ท่านอย่าเพิ่งนึกไปถึง (ขอกล่าวชื่อเพื่อเป็นกรณีศึกษาเท่านั้น) Amway, Giffarine, Herbalife หรือ Nu Skin ที่เรารู้จักแต่ชื่อ แต่ไม่รู้จักวิธีคิดของ Entrepreneur ดี เพราะหลายท่านเวลาเอ่ยชื่อธุรกิจเหล่านี้ มัก “ปิดใจ” หรือ “ไม่พร้อมที่จะฟัง” นั่นจึงทำให้ท่าน “ไม่ได้เรียนรู้” วิธีคิดของ Entrepreneur และเมื่อไม่เรียนรู้ ท่านก็จะไม่สามารถทำเงินได้จากสายอาชีพของการเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งใช้ “วิธีคิด” แบบเดียวกัน
มี Entrepreneur ที่ไม่ได้เป็น Networker ในประเทศไทยที่เด่นๆ และไม่ค่อยเม้มความรู้กับคนทั่วไปอยู่คนนึง นั่นก็คือคุณตัน ภาสกรนที เป็นตัวอย่าง ในต่างประเทศก็จะมีคุณโรเบิร์ต คิโยซากิ, คุณที ฮาร์ฟ เอคเคอร์ ที่เป็นแบบอย่าง ซึ่งคุณสามารถใช้เป็น Blueprint ในการลอกเลียนแบบวิธีคิดของเขาได้เช่นกันNobody plan to fail but they fail because they don’t plan.กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447MSN : jimair13_@hotmail.comBB : 222AEB77