
หากหลักการลงทุนของคุณคือ มีการปกป้องจากการขาดทุนอย่างหนัก มีการกระจายความเสี่ยง มีการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เวลาที่ใช้ในการลงทุนของคุณควรจะหมดไปกับการวิเคราะห์ “ข้อมูล”
คุณภาพของข้อมูลมีส่วนช่วยอย่างมาก ต่อแนวทางในการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะแต่ละคนต่างก็มุ่งจะแสวงหาประโยชน์จากตลาดทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่ง การได้รับข้อมูลมาไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน อาจทำให้เกิดกระบวนการตัดสินใจที่ผิดพลาดได้ สมมติมีคนนำข่าวมาบอกกับคุณว่าอีกสองวัน บริษัท A จะประกาศเพิ่มทุนในอัตรา 10:1 ที่ราคาหุ้นละ 10 บาท หากราคาหุ้นในตลาดซื้อขายอยู่ที่ 15 บาท ภายหลังการเพิ่มทุนอาจคำนวณ Dilution Effect ได้ที่ 30% คุณจึงตัดสินใจไม่ซื้อที่ราคา 15 บาท (ทั้งๆที่คุณวิเคราะห์มาอย่างดีแล้วว่าระดับราคาดังกล่าวยังถูกอยู่มาก) ผลปรากฏว่าบริษัทออกมาประกาศว่าจะไม่มีการเพิ่มทุนใดๆ นอกจากนี้ยังประกาศปันผลเพิ่มอีก 2 บาทต่อหุ้น ทำให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นไปเป็น 19 บาทภายในวันเดียว …กรณีนี้ก็อาจทำให้คุณเสียโอกาสทางการลงทุนได้ เพราะข้อมูลไม่มีคุณภาพ
การหาแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพไม่ใช่เรื่องง่าย ถ้าคุณไม่ใช่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้าของธุรกิจ ก็ยากจะเข้าถึงตัวเขาเหล่านั้นเพื่อสอบถามข้อมูลที่คุณต้องการ สิ่งที่พอทำได้ก็คือการทำ Company Visit, อ่านงบการเงินย้อนหลัง, เปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ, อ่านบทวิเคราะห์ หรือแม้กระทั่งทำนายแนวโน้มและเลือกลงทุนด้วยตนเอง
เมื่อไม่ใช่เรื่องง่ายในการค้นหาแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพ มีอีกหนทางหนึ่งที่จะพอช่วยได้ก็คือ การตัดแหล่งข้อมูลที่ไม่มีคุณภาพออก …ปัญหานี้เป็นเรื่องที่หลายคนไม่รู้ และหลายคนไม่เคยเปลี่ยนแปลง อาจเป็นเพราะเรามีความเคยชินอยู่กับเพื่อน นักเลงคีย์บอร์ด หรือมีฮีโร่เป็นนักเก็งกำไร (ไม่มีความเป็นนักลงทุนแท้ๆ) ข้อมูลที่ได้มาจึงขาดคุณภาพ มี Bias สูง นอกจากนี้ยังอาจรับเอา “วิธีคิด” ที่ไม่เข้าหลักการลงทุนที่ดีมาอีกด้วย
การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ หลายคนมีแนวทางในการคัดเลือกข้อมูลที่แตกต่างกัน แต่ผู้อ่านคงไม่พบใครคนไหนที่ตัดสินใจลงทุนเพราะมีคนอื่นคาบข่าวมาบอก เอากราฟมาขีดเส้นต่อ หรือมีคนเชียร์ให้ซื้อขาย เพราะพวกเขาเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อมั่นในหลักการลงทุน และรู้จักควบคุมตนเองอยู่ตลอดเวลา
การตัดแหล่งข้อมูลที่ไม่มีคุณภาพออก จะช่วยให้คุณสามารถฝึกฝนวิธีคิด รู้จักวิเคราะห์แหล่งข้อมูล และได้เรียนรู้แนวทางในการแก้ไขปัญหา คุณจึงมีอิสระในการตัดสินใจ เพราะความเสี่ยงของการลงทุน ส่วนใหญ่จะมากับภาวะที่ไร้การควบคุม ดังคำกล่าวที่ว่า “การไม่มีความรู้ คือความเสี่ยงของการลงทุน และจะเสี่ยงยิ่งกว่าหากไม่มีการควบคุม”
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
เวลาที่เราลงทุน หนึ่งในเครื่องมือที่จะ “ช่วยปกป้อง” สภาวะของการขาดทุนอย่างหนัก ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสีย ก็คือการออกจากสภาวะเช่นนั้น หรือที่เรียกว่า Stop Loss โดยการ Stop Loss คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ามันคือการขาย* แต่การขายโดยไม่มีการวางแผน อาจไม่ใช่วิธี Stop Loss ที่ดี นักลงทุนใหม่ๆ หรือมีประสบการณ์น้อยมักไม่มีแผนการนี้ และรู้สึกเสียดายต้นทุนของตน นำมาสู่ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง…
Portfolio Management จึงมีความจำเป็นมากสำหรับการลงทุน ซึ่งแต่ละคนบริหารความเสี่ยงแตกต่างกันออกไปตามความถนัด และตามรูปแบบของการลงทุนเท่าที่มีอยู่ โดยการ Stop Loss นั้น หลักๆมักจะถูกนำมาใช้ในการเก็งกำไร หากเข้าผิดจังหวะ ไม่ถูกเวลา หรือโดยปัจจัย สิ่งที่ต้องทำคือตั้งจุดตัดขาดทุน และอย่ามีความคิดว่าจะเอาคืนในเวลาที่เสียกระบวน…
นอกจากการเก็งกำไรแล้ว การลงทุนอาจมีกรณี Stop Loss เกิดขึ้นได้ อย่างเช่น มีปัจจัยหรือผลกระทบทำให้พื้นฐานเปลี่ยน ความผันผวนของตลาดทุน แนวโน้มหรือความต้องการลดลง มีคู่แข่งเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ฯลฯ ซึ่งนักลงทุนอาจคาดหมายถึงอนาคตที่ไม่สดใส และตัดสินใจ Stop Loss ในขณะที่ผลกระทบยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน (แต่สามารถเล็งเห็นได้ในอนาคต)
ความก้ำกึ่งของนักเก็งกำไรและนักลงทุน เป็นกรณีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง หลายคนมีความตั้งใจว่าจะลงทุนในระยะยาว แต่แล้วเกิดความลังเลเกี่ยวกับการลงทุน หรือความอดทนมีน้อย ต้องการกำไรแบบเร่งด่วน Stop Loss ในช่วงเวลาที่กิจกรรมกำลังดำเนินไปอย่างเป็นปกติ และตัดสินใจนำต้นทุนไปผูกไว้กับความไม่แน่นอนของอาการขึ้นๆลงๆของตลาดทุน ทำให้สูญเสียความเป็นตัวเอง สับสน เสียดาย หวาดกลัว …สุดท้ายคือเลือกผิดทาง เหตุการณ์เช่นนี้จะเปลี่ยนความได้เปรียบให้เป็นความเสียเปรียบ หากไม่เรียนรู้วิธีสร้างกระแสเงินสดอย่างถูกต้อง
เล่นแต่เกมส์ที่มีโอกาสชนะ
หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการ Stop Loss บ่อยครั้งโดยไม่จำเป็น หรือใช้พร่ำเพรื่อ สิ่งที่ควรทำก็คือการเริ่มวิเคราะห์ก่อน ว่าเกมส์นี้ใครเป็นผู้เล่น ใครเป็นหมู-หมี-หมา และใครคือผู้ชนะ จงสังเกตผู้ชนะในวันนี้และวันต่อๆไปด้วย ว่าเขาเล่นอย่างไร และเขายังคงชนะเหมือนวันก่อนๆหรือไม่ กับดักของเกมส์การเงินมักจะอยู่ใกล้ๆกับตัวของคุณเองนั่นแหละ
ข้อควรสังเกตของการ Stop Loss
ส่วนใหญ่มักขึ้นอยู่กับประสบการณ์ มากกว่าการรอให้คนบอก เพราะตามธรรมชาติเวลาที่คนกลัว ก็มักจะมีคนที่ทำไปก่อน …แล้วค่อยมาบอกอีกที เหตุการณ์ต่างๆ เราควรศึกษาจากประวัติศาสตร์ด้วย เพราะมันเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาในลักษณะที่คล้ายๆกัน “เพราะเวลายิ่งผ่านไปนานเท่าใด ก็ยิ่งเหมือนเดิมมากขึ้นเท่านั้น” บางคนถึงขนาดกล่าวว่าการ Stop Loss บางครั้งก็คือการออกไปจากเหตุการณ์นั้นสักระยะหนึ่ง ไม่ว่าคุณเลือกที่จะขายหรือไม่ก็ตาม… โชคดีครับ
*ยกเว้นการใช้ Future หรือ Option ต่างๆในการทำกำไร
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
Vital Sign หรือ สัญญาณชีพ เป็นเครื่องมือที่เรานำมาใช้ในการวินิจฉัย และประเมินการเปลี่ยนแปลงต่างๆในร่างกาย ในแง่มุมของการลงทุนนั้น นักลงทุนเชิงรุกสามารถใช้สัญญาณชีพในการกำหนดสิ่งที่ตนจะลงทุน …ซึ่งแต่ละคนมีวิธีโฟกัสต่างกันแล้วแต่ความถนัด บางคนอาจกล่าวว่าการใช้ Vital Sign ถือเป็นการจับจังหวะตลาด ซึ่งก็ไม่ผิดนัก แต่ก็ไม่ถูกเสมอไป เพราะบางครั้งถือเป็นการปกป้อง หรือเป็นการกระทำในเชิงป้องกันความเสียหายก็ได้…
Vital Sign ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
ผมเชื่อว่าทุกคนในปัจจุบันคุ้นเคยกับ “กราฟทางเทคนิค - Technical Graph” ดี และถือเป็น Vital Sign ในลำดับต้นๆที่นักเก็งกำไรมักใช้กัน ถ้าคุณรู้สึกว่าเทคนิคสามารถสร้างกำไรให้คุณได้ดีกว่า ก็จงอย่าเป็นนักลงทุนแม้เพียงวินาทีเดียว อย่างไรก็ตามกราฟทางเทคนิคจะสะท้อนความ “กล้าๆกลัวๆ” Bear&Bull ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งในการแสวงหาโอกาสในการทำกำไรแบบเร่งด่วน โดยมีเวลาที่จำกัด
“ความเสี่ยง - Risk” ความแตกต่างระหว่างนักลงทุนเชิงรุก นักลงทุนเชิงรับ รวมถึงนักเก็งกำไร แต่ละแบบให้ความสำคัญกับความเสี่ยง และตอบสนองต่างกัน คำถามแรกก็คือ คุณสามารถตอบคำถามได้หรือไม่ ว่าสิ่งที่คุณลงทุนมีความเสี่ยงอย่างไร …ปัญหาภัยธรรมชาติ, ความผันผวนของค่าเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน, คู่แข่งทางการค้า, สินค้าจำเป็นหรือสามารถทดแทนได้, พึ่งพาการนำเข้าหรือส่งออก… สิ่งเหล่าหนี้มีผลต่อความเสี่ยงหรือไม่? ผู้ที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ มักไม่ใช่นักลงทุนเชิงรับเนื่องจากนักลงทุนประเภทนี้ ไม่ได้ให้ความทุ่มเทหรือหมั่นศึกษาหาความรู้ทางการลงทุนอย่างเพียงพอนัก แต่นักเก็งกำไรบางคนรวมถึงนักลงทุนเชิงรุกค่อนข้าง “รู้ดี”
“ราคาน้ำมัน” ปกติราคาน้ำมันอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการวินิจฉัยและประเมินสิ่งที่จะลงทุน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาน้ำมันสามารถกำหนดทิศทางของตลาดได้ โดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ และเป็นตัวบ่งชี้หรือแสดงให้เห็นถึงสัญญาณกลับตัว ไม่ว่าจะฟื้นหรือไม่ฟื้น ชะลอ หดตัว ถดถอย นอกจากนี้ ผู้กำหนดทิศทางของตลาดก็มักจะใช้สัญญาณของน้ำมันในการตัดสินใจเพิ่มหรือลดการลงทุนได้เช่นเดียวกัน
“สถาบันการเงิน” เป็นเรื่องที่สลับซับซ้อน แต่พอสามารถใช้เป็นสัญญาณ หรือลางบอกเหตุได้เช่นกัน วิกฤตการเงินมักเริ่มจากสภาพคล่องของสถาบันการเงิน การระดมทุน การขายทรัพย์สิน การถูกครอบงำกิจการ การยื่นขอล้มละลาย-ฟื้นฟูกิจการ สัญญาณเหล่านี้มักคืออาการของคนถังแตก หากเผอิญคุณได้ร่วมหุ้นกับเขา ขอจงอย่าไว้วางใจให้เขาบริหารเงินของคุณนัก
“ฤดูกาล” ช่วง High/Low Season ส่วนใหญ่ตายตัว แต่บางครั้งก็อาจเป็น Low ใน High หรือ High ใน Low ได้ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ การทำ Researh ของสถาบันการเงินจะสามารถช่วยคุณให้เข้าใจจังหวะ High/Low ได้ดีขึ้น นอกจากการได้สัมผัสด้วยตัวเองอย่างเช่น การตรวจเยี่ยมกิจการ การสัมภาษณ์ผู้บริหาร การตรวจสอบงบการเงินด้วยตนเอง เป็นต้น
“สินทรัพย์เสี่ยง” ความเข้าใจเกี่ยวกับสินทรัพย์ใดบ้างเป็นสินทรัพย์เสี่ยง สินทรัพย์ใดถือว่าปลอดภัย ก็สามารถใช้เป็นแนวในการวินิฉัยหรือประเมินสิ่งที่ตนจะลงทุนได้ บางครั้งต้องกลับไปศึกษาเรื่องความเสี่ยง เพราะในเวลาหนึ่งสินทรัพย์แบบเดียวกันถือว่าเสี่ยง แต่ในอีกเวลาหนึ่งถือว่าไม่เสี่ยง มันเป็นไปได้อย่างไรกัน ลองหาคำตอบดู… และคุณก็อาจพบกับคำว่า Margin of Safety ได้ ทำความเข้าใจให้ดีหละ
“นวัตกรรม” ในประเทศไทยอาจไม่คุ้นเคยนัก แต่ในประเทศที่มีนักประดิษฐ์ซึ่งสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆออกมาได้ สิ่งนี้จะทำให้เกิด “กระแสตอบรับ” พูดง่ายๆก็คือ ถ้ามันเกิดขายดีขึ้นมา เราก็ควรรีบเข้าไปลงทุนตั้งแต่เนิ่นๆมิใช่หรือ …สุดท้ายกลายเป็นการเก็งกำไรได้ในที่สุด คนที่ลงทุนก่อน …กินหมู (นวัตกรรมในแง่ของการเทียบเคียงนั้น อาจหมายถึงนักลงทุนที่สามารถคาดการณ์แนวโน้มในอนาคตได้ผิดพลาดน้อยที่สุด)
ตัวอย่าง Vital Sign ที่กล่าวมา ไม่ได้สรุปให้ทั้งหมด บางคนเห็นเป็นโอกาสเร็วกว่าใคร และคว้าโอกาสนั้น แต่… Vital Sign ไม่ได้เป็นการการันตีว่าต้องถูกหรือผิด ไม่ได้เป็นการการันตีว่าสิ่งที่ลงทุนจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่า บางครั้งขาดทุนก็ไม่แปลก และส่วนใหญ่ Vital Sign เป็นสิ่งที่ทุกคน “คาดเดาได้” ซึ่งมีส่วนช่วยเสริม หรือเป็นการเพิ่มศักยภาพในการตัดสินใจ …อย่างมีทิศทาง เป็นการหาเหตุผลประกอบหรือสามารถอธิบายที่มาที่ไปได้ และก็อาจเข้าเงื่อนไขของ “การวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน” ของเกรแฮม (ยกเว้นเรื่องของเทคนิค) ได้ครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
บางครั้งการทำความเข้าใจสถานะของตนเองถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ ไม่แพ้การเลือกเครื่องมือทางการเงิน เพราะถ้าคุณไม่ได้เล่นอยู่ในเกมส์ของคุณ ในไม่ช้าคุณก็อาจเป็นปลาตอนน้ำลด หรือไม่ก็เป็นมดตอนน้ำขึ้น…
True Investor กับ Employee มีความแตกต่างโดยนัยยะที่สำคัญก็คือการโฟกัส หลายคนทราบดีกว่า Employee นั้นโฟกัส Income ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นและเข้าใจง่ายกว่า Asset ส่วน True Investor นั้นโฟกัส Asset ซึ่งสามารถช่วย Generate สิ่งที่เรียกว่า Income อีกทอดหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การเป็น True Investor จึงมีส่วนช่วยให้เขาสามารถใช้เครื่องมือทางการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มากกว่า
การที่หลายคนไม่ทราบสถานะของตนเอง ทำให้ไม่รู้ว่าจะลงทุนอะไรดี หรือลงทุนไปแล้วแต่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาวได้ เช่นนี้ …บางทีก็อาจจะต้องเปลี่ยนเกมส์ที่เล่น ที่จะทำให้คุณได้เปรียบกว่า
การ เปลี่ยนข้อด้อยให้เป็นข้อได้เปรียบ เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย แต่มักไม่มีใครนำไปปฏิบัติ นักลงทุนทั้งหลายชอบที่จะสร้างเป้าหมายเป็นกำไร ในเวลาที่จำกัด และไม่อดทนพอ ความฉลาดและไหวพริบจึงถูกนำมาใช้โดยขัดกับหลักการลงทุน และเกิดความเสียหายทางการเงินขึ้น
ผู้อ่านทราบดีว่า สิ่งที่จะสามารถจัดการกับความเสี่ยง หรือทำให้เราสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ก็คือ “ความรู้” เพราะการลงทุนนั้นมีความเสี่ยง ความเสี่ยงสูงสุดจะเกิดขึ้นกับการลงทุนที่ไม่มีความรู้ ดังนั้น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดจะต้องหมั่นเพิ่มเติมความรู้ เพื่อใช้ในการควบคุมและจัดการกับความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา
น้ำขึ้นน้ำลง มดและปลา
น้ำ ขึ้นน้ำลง เปรียบได้กับข้อมูล มีทั้งข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่เล่าต่อๆกันมา ข่าวสาร ส่วนมดและปลา เปรียบได้กับผู้คนที่มารวมกลุ่มกัน ลงขัน ลงทุน เป็นได้ทั้งผู้แบ่งปันและผู้ที่แสวงหาผลประโยชน์ แล้วความรู้อยู่ตรงไหน?
ความ รู้ไม่ใช่น้ำ ความรู้ไม่ใช่เวลาของน้ำขึ้นลง และความรู้ก็ไม่ใช่มดและปลา แต่ความรู้เป็นเครื่องมือในการกำหนดและควบคุมสิ่งที่เรียกว่า “ความไม่แน่นอน” ซึ่งจะช่วยให้เกิด “ทิศทาง” ได้อย่างที่ควรจะเป็น หรือป้องกันให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด
ไม่ว่าคุณหรือผมจะเป็นมด หรือปลา หากจะใช้เครื่องมือทางการลงทุนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ก็คือ “ความรู้” เพราะการมีความรู้ช่วยเพิ่มคุณภาพของการตัดสินใจ และการควบคุมอารมณ์ เพื่อที่จะเปลี่ยนการเป็นปลาเวลาน้ำลด และไม่ให้เป็นมดเวลาน้ำขึ้น…
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
หากเกรแฮมอยู่สอนพวกเรา ท่านคงประกาศข่าวดีให้บรรดาลูกศิษย์ทราบว่า ต่อไปจากนี้จะเป็นบรรยากาศแห่งการลงทุน มีบริษัทยอดเยี่ยมหลายรายที่ Mr.Market เริ่มนำออกมาขายลด สำหรับผู้ที่สนใจจะลงทุน อย่างไรก็ตามราคาขณะนี้ไม่ใช่ราคาที่ถูกหรือแพง เพราะคุณสามารถต่อรอง หรือขอส่วนลดจากผู้ขายได้อีกมาก…
การลดราคาของ Mr.Market ทำให้บริษัทยอดเยี่ยมมีสัดส่วนการจ่ายเงินปันผลในอัตราที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนควรพิจารณาด้วยว่า กำไรของบริษัทจะต้องเพิ่มมากขึ้นหรือยังมีการเติบโตในอนาคต มิเช่นนั้นบริษัทก็ควรจะมีกำไรสะสมสูง (มีเงินทุนสำรองเป็นจำนวนมาก) เพราะเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ การนำกำไรสะสมมาลงทุนเพิ่มเติม จะให้ผลตอบแทนสูงมากเมื่อสภาพเศรษฐกิจกลับมาดีอีกครั้ง
ในสภาพที่เศรษฐกิจ “กำลังถดถอย” นั้น ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีของการขายทรัพย์สิน และก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีของการซื้อทรัพย์สินเช่นกัน คำแนะนำส่วนใหญ่คือ “การถือเงินสด” และรอจังหวะฟื้นตัว …อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ 100% ว่าจุดต่ำสุดคืออะไร หรืออะไรเป็นจุดกลับตัว เพราะฉะนั้นจึงมีคำแนะนำต่อไปอีกว่า “ถ้ามันถูกก็ซื้อเลย”
เปลี่ยนความคาดหวัง
ความผิดหวังจะเกิดขึ้นกับคนที่คาดหวัง โดยเฉพาะความคาดหวังในส่วนต่างของราคา แต่สิ่งที่จะพอหาได้เมื่อเกิด Stock On Sale คือผลตอบแทนจากเงินปันผล หุ้นปันผล หรือสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้จากการถือลงทุน ซึ่งมันอาจจะเป็นเงินที่มองไม่เห็นในตอนนี้ --แต่มันก็มีอยู่จริง--
สัญญาการลงทุน
หลายคนใช้หลักการออมเงิน 10% เพื่อนำมาลงทุน เงิน 10% เหล่านั้นไม่ควรที่จะถูกตั้งเป้าหมายด้วยวัตถุประสงค์อื่นนอกจากการลงทุนเพียงอย่างเดียว และต้องแยกเงินส่วนนี้ออกจากการเก็งกำไรแบบเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าทรัพย์สินที่คุณลงทุนไปนั้นจะมีมูลค่า “มากเกินกว่าที่คุณยอมรับความเสี่ยงได้” ก็อาจเป็นเหตุผลเพียงพอที่คุณจะซื้อมาขายไป
การประกาศปรับเป้าหมายลง
ไม่ว่าจะเป็น Broker กองทุน เซียนหุ้น หรือกูรูชั่วคราว สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นสัญญาณของ Stock On Sale ที่นักลงทุนควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะหากสิ่งต่างๆที่ถูกคาดการณ์นั้นผิดพลาด นักลงทุนผู้รอบรู้สามารถแสวงหาโอกาสจากความผิดพลาดของผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน
การประกาศปรับเป้าหมายขึ้น
ให้เดาได้ว่ามีนักลงทุนจำนวนหนึ่ง กำลังรอทำกำไรจากการประกาศขายข่าวของเขา
เคยได้ยินคำพูดเหล่านี้ไหม “อยากจะให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีก จะได้ตัดสินใจลงทุนอะไรๆง่ายขึ้น” …ยิ้มรับตลาดหมีกันเถอะครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
มีประเด็นเกี่ยวกับการลงทุนที่เป็นข้อถกเถียงมากมายในช่วงนี้ สำหรับคนที่ชอบสะสมหุ้น (ไม่ค่อยขาย) ก็น่าจะเริ่มนำปันผลมาทยอยซื้อหุ้นโดยได้ส่วนลดพอสมควร…
โดยมุมมองของผม คิดว่าตลาดทางการเงินในประเทศไทยอยู่ในช่วงลดราคา คนที่มีรายได้ประจำอื่นนอกเหนือจากการลงทุน ควรมีมุมมองที่เป็นบวกต่อธุรกิจที่ให้ส่วนลดสูงอย่างเช่น กลุ่มพลังงาน ส่วนหุ้นปันผลพื้นฐานดี ราคายังมีส่วนลดน้อยมาก… ในอนาคตมีการคาดว่าไม่เกิน 3 ปี จะมีเหตุการณ์ที่เลวร้ายทางการเงินเกิดขึ้นอีก น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการซื้อสะสมมากกว่าการขาย เพราะตลาดจะให้ราคาไม่ดีไปอีกนาน (ไม่ใช่ตลาดของผู้ขาย) หรือมีแนวโน้มไม่สดใส --ย่อหน้านี้เป็นแผนระยะยาวที่ผมวางไว้--
สไตล์การลงทุนที่แตกต่างกัน จุดหมายปลายทางส่วนใหญ่ก็มักจะแตกต่างกันด้วย เพราะในระยะยาวแล้ว มีคนจำนวนน้อยที่แบ่งเงินจำนวนมากมาเก็งกำไรแล้วจะประสบความสำเร็จ… ถามว่าอารมณ์ของ Real Investor ช่วงนี้เป็นอย่างไร ผมคิดว่าเป็น “ข่าวดี” นะ
กลับกัน มันดูไม่ดีเอามากๆที่การลงทุนทำให้คุณเครียด ยกเว้นเสียแต่ว่าคุณได้คำนวณปัจจัยพื้นฐานต่างๆแล้ว และพบว่าเกิดข้อผิดพลาดในการวิเคราะห์ของคุณเอง สิ่งนี้คุณควรจะยอมรับแต่โดยดี มิใช่โทษผู้อื่น
หากคุณคิดว่านี่คือเกมส์การเงินเกมส์หนึ่ง ลองสำรวจดูซิว่ากระแสเงินสดของคุณไหลออกไปจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ตัวเลขทางบัญชี คุณได้นำผลประโยชน์จากเงินปันผลไปใช้อย่างไร คติที่ว่ายังดีกว่าการฝากเงินในธนาคาร คุณได้ทำอย่างที่พูดจริงหรือหลอก (ตัวเอง)
ผมสังเกตเห็นเพื่อนหลายๆคน ความจริงก็คือ การเก็บออมเงินที่ได้จากเงินเดือนตลอดทั้งปี ยังมากกว่าการนำเงินไปลงทุนเสียอีก ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ควรที่จะปล่อยให้เงินได้ทำงาน แทนที่จะทำงานเพื่อให้ได้สิ่งที่เรียกว่าเงิน
ในทางจิตวิทยา คนรวยให้ความสนใจเกี่ยวกับทรัพย์สิน ส่วนคนจนปล่อยให้ตนเองถูกครอบงำทางอารมณ์มากเกินไป… จนลืมตระหนักถึง “ความมีอยู่” ของทรัพย์สิน และสุดท้ายก็เสียทรัพย์สินไปจริงๆ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้วิธีคิดแบบนักลงทุนพันธุ์แท้ ก็จะทราบดีว่ามีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์น้อยมาก
ยังมีเวลาอีกพอสมควรที่คุณจะนำมันไปใช้ในการวางแผน พัฒนา ปรับปรุงทักษะ ตลอดถึงการเรียนรู้วิธีที่จะเพิ่มพูนทรัพย์สิน และการรักษาความมั่งคั่งไว้ …จงอย่าลืมว่าในวิกฤต ถ้าตั้งสติให้ดีก็จะเห็นเป็นโอกาส คนที่ประสบความสำเร็จ เป็นคนที่มี เป็นคนที่ใช้ หรือเป็นคนที่คว้าโอกาส และในที่สุดเขาก็จะได้รับผลตอบแทนจากโอกาสเหล่านั้น…
ก่อนจะหมดบันทึกในหน้านี้ “เงินสด” ถือเป็นสิ่งที่มีสภาพคล่องสูง บางคนใช้จุดด้อยของตัวเอง กล่าวคือ เป็นพวกใช้เงินมือเติบยามมีเงิน แต่หากเขาผู้นั้นพยายามเปลี่ยนสภาพคล่อง ให้ขาดสภาพคล่อง เช่น นำเงินไปเปลี่ยนเป็น บ้าน ทอง หุ้น เงินฝากประจำ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะสามารถทำให้เกิดการงอกเงยของทรัพย์สินได้ จุดด้อยเหล่านี้ก็มักจะเปลี่ยนเป็นจุดแข็งของการลงทุนได้เหมือนกันครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
บางครั้งก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้าของที่ผู้ที่อดทนออมเงิน แต่ไม่สามารถรักษาความมั่งคั่งเหล่านั้นให้คงอยู่ได้ ทั้งๆที่รู้แต่ก็ไม่ปฏิบัติ หรือยอมเรียนรู้หลักการสำคัญเพียงไม่กี่ข้อที่จะป้องกันความเสี่ยง คิโยซากิได้ลงข้อความว่า “The opposite of risk is control” และหลังจากนั้นได้ลงข้อความ “The next time the stock market or the real estate market has a sale (aka crash*). It’s time to do what the rich do … they go shopping.”
*aka = also known as
ทำให้นึกถึงบทความของเกรแฮมที่ว่า
-- นักลงทุนพันธุ์แท้แทบไม่เคยถูกบังคับให้ขายหุ้นเลยและสามารถจะละเลยราคาหุ้นในปัจจุบันได้ พวกเขาจำเป็นต้องใส่ใจต่อราคาหุ้นและลงมือทำอะไรบางอย่างก็ต่อเมื่อราคาหุ้นอยู่ในระดับสูงพอจนทำให้พวกเขาอยากจะขายหุ้นออกไปเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนผู้ปล่อยให้ตัวเองกังวลต่อการลดลงของมูลค่าหุ้นในพอร์ต จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบของพวกเขาให้กลายเป็นข้อเสียเปรียบ นักลงทุนทั่วๆไปจะได้ประโยชน์มากกว่า หากหุ้นของพวกเขาไม่มีราคาตลาด เนื่องจากพวกเขาจะไม่ต้องรู้สึกกังวลกับวิจารณญาณที่ผิดพลาดของคนอื่นๆ --
สิ่งที่คล้ายๆกันระหว่างนักลงทุนและนักเก็งกำไร คือต่างก็มุ่งให้ความสนใจเกี่ยวกับทรัพย์สินเหมือนกัน แต่การตัดสินใจนั้น… คนกลุ่มนึงจะค่อนไปทางการใช้ “อารมณ์” Mood ส่วนคนอีกกลุ่มนึงจะเรียกมันว่า “การควบคุม” Control
เหตุใดเราจึงต้องลงทุนด้วยตนเอง?
จากการสังเกตเห็น คนที่มีปัญญาในขั้นที่เรียกว่ามีรอบรู้ทางการเงิน แต่ความรอบรู้เหล่านั้นไม่ช่วยให้เขาเป็นนักลงทุนที่ดีได้ เหตุผลก็เนื่องมาจากเขาเหล่านั้นมีสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์” อยู่เหนือ “การควบคุม” (Mood > Control) นั่นเอง ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคิโยซากิจึงกล่าวว่าความเสี่ยงเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการควบคุม
อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่มีเวลาเพียงพอและต้องการมืออาชีพ มีคำแนะนำบางประการที่ใช้เป็นหลักในการคัดสรรมืออาชีพคือ
1 คุณใช้เทคนิคในการลงทุนหรือไม่ – ถ้าคำตอบคือ “ใช่” ให้คุณตัดพวกเขาออก
2 คุณจะทำอย่างไรหากหุ้นตก – ถ้าคำตอบคือ “ขาย” ให้คุณตัดพวกเขาออก
3 หากมืออาชีพของคุณมักมีคำพูดเหล่านี้ ให้พิจาณาเขาในลำดับท้ายๆ – “ผมรับรอง” “รับประกัน” “แน่นอน” “คุณจะต้องเสียใจ หาก…” “ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว” “มีแต่ได้ ไม่มีเสีย” “เชื่อผมสิ” “ปิดประตูแพ้” /เหตุผลจริงๆอาจเป็นเพราะว่า การลงทุนเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน มืออาชีพจึงมีไว้เพื่อเป็นคนคอยควบคุมตัวคุณมิให้ใช้อารมณ์อยู่เหนือการควบคุมเพียงเท่านั้น
จงอย่าลืมว่า นักลงทุนที่ชาญฉลาด การตัดสินใจของเขามักขึ้นอยู่กับความผิดพลาดของผู้อื่น อันเกิดจากการใช้อารมณ์อยู่เสมอๆ แล้วคุณเลือกที่จะเป็นแบบไหนครับ?
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
ว่าด้วยเรื่องของการลงทุนในลักษณะของการใช้ค่า P/E เป็นประเด็นหลักในการตัดสินใจ ซึ่งผู้เริ่มต้นลงทุนและนักลงทุนเชิงรับชอบใช้เป็นกลยุทธ์ในทำนองซื้อถูกขายแพง โดยคิดว่า P/E ที่ต่ำนั้น ทำให้เราได้ของถูก… หลักการนี้ดูไม่น่าจะผิดอะไร แต่ก็มีข้อควรระวังเพื่อเอาไว้เป็นจุดสังเกต และจะช่วยป้องกันความเสี่ยงอันเกิดจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการลงทุนแบบ P/E ต่ำ…
สาเหตุที่ทำให้ P/E ต่ำ มีอะไรบ้าง?
เป็นคำถามที่ดีที่นักลงทุนจะต้องหาคำตอบ และเอาใจใส่ให้มาก Feedback เป็นอย่างไร ตรงนี้ค่อนข้างสำคัญ เพราะสมัยนี้มีทั้งข่าวลือ ข่าวจริง ข่าวหลอกปะปนกันทำให้สับสนจนลืมประเด็นคุณค่าเกี่ยวกับการสร้างผลกำไร ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาค่อนข้างจะแน่นอนกว่า
P/E ต่ำเพราะธรรมาภิบาลของบริษัท (ไม่ดี) ผู้บริหารนำเงินของบริษัทไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว
P/E ต่ำเพราะบริษัทขยันเพิ่มทุนโดยไม่มีเหตุอันจำเป็น ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้บริหาร หรือพนักงานบริษัทอยู่เป็นประจำ
P/E ต่ำเพราะผลประกอบการย่ำแย่ต่อเนื่อง นักลงทุนต้องตัดขาดทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง
P/E ต่ำเพราะบริษัทไม่เติบโต รายได้มีแนวโน้มคงที่ ขาด Economies of Scale
P/E ต่ำเพราะบริษัทได้รับผลตอบแทนที่ไม่ได้มาจากผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลัก
P/E ต่ำเพราะแนวโน้มของธุรกิจถูกคาดการณ์ในแง่ลบ หรือได้รับผลกระทบจนทำให้พื้นฐานมีการเปลี่ยนแปลง
P/E ต่ำเพราะถูกจัดอยู่ในกลุ่มท้ายตาราง ดูไม่น่าสนใจ ทำให้มีทางเลือกอื่นในการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า
P/E ต่ำเพราะบริษัทไม่จ่ายเงินปันผล หรือมักเก็บกำไรสะสมไว้โดยไม่ได้นำไปสร้างดอกผลงอกเงย
P/E ต่ำเพราะถูกมองว่าเลยจุดสูงสุดไปแล้ว ภาคธุรกิจอิ่มตัว ไม่สามารถขยับขยายอะไรได้มากนัก
P/E ต่ำแบบเรื้อรัง และบริษัทไม่พยายามที่จะขยายธุรกิจ ไม่มีสาขาเพิ่ม ไม่มีฟรานไชน์ ไม่มีการส่งเสริมทางการตลาดเพื่อหาลูกค้าใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง มีแหล่งรายได้เพียงไม่กี่แหล่ง… (เสี่ยง)
P/E ต่ำเพราะบริษัทมีฐานะทางการเงินไม่ดี มีหนี้สินมาก ก่อหนี้อย่างสม่ำเสมอ ต้องกู้เงินเพิ่มอยู่บ่อยๆ
จากตัวอย่างดังกล่าว ทำให้เราทราบว่าในบางครั้งกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นแต่ P/E ที่ต่ำเพียงอย่างเดียว อาจสร้างผลตอบแทนได้ต่ำกว่าการจัดพอร์ทแบบผสม หรือกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันออกไป ตัวเลข P/E ที่มากกว่า 20 แต่บริษัทเติบโตขึ้นทุกๆปีในอัตราที่เป็นที่น่าพอใจ อาจเป็นทางเลือกเพิ่มเติมเพื่อใช้ในการกระจายความเสี่ยงได้เช่นกัน
การป้องกันความเสี่ยงที่ดีของการลงทุน จะยิ่งสร้างผลตอบแทนได้อย่างน่าพอใจหากมองในระยะยาว ซึ่งอาจจะเพิ่มระยะเวลาเพื่อการลงทุนให้ยาวนานมากกว่าชั่วโมง วัน สัปดาห์ เดือน หรือเป็นปีๆ เพราะเราสามารถกำหนดผลกำไรของเราได้เอง ไม่เหมือนกับการให้ตลาดและอารมณ์เป็นผู้กำหนดราคาครับ
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
วิธีในการประเมินมูลค่าสิ่งที่จะลงทุนมีหลายกฎเกณฑ์ บางคนใช้เพียงแนวทางใดแนวทางหนึ่งในการเลือกวิธีลงทุน หากคุณเป็นหนึ่งในประเภทที่ซื้อแล้วหุ้นตก ขายแล้วหุ้นขึ้น แม้ว่าจะผ่านการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานหรือทางเทคนิคมาบ้าง เชื่อเพื่อนบ้าง เชื่อข่าวบ้าง แต่ผลตอบแทนที่ได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย …อาจถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องปรับปรุงทักษะในการประเมินมูลค่าเสียใหม่
ผมรู้สึกหวิวๆที่ช่วงนี้เริ่มมีคนมาถามว่าลงทุนหุ้นตัวไหนดี โบราณว่าไว้หากผู้คนต่างก็เริ่มถามว่าซื้อหุ้นตัวไหนดี เค้าบอกว่าตลาดนั้นเริ่มเป็นช่วงขายทำกำไรมากกว่าซื้อ!!! อย่างไรก็ตามการให้รายชื่อหุ้นไปซื้อ ผมคิดว่าไม่ต่างอะไรกับการให้เงินนัก เพราะก็คงต้องกลับมาขออีกเรื่อยๆ แต่ถ้าเราให้แนวทางในการคัดเลือกหุ้น ผู้ขอน่าจะได้รับประโยชน์มากกว่า เพราะสามารถนำวิธีคิดไปปรับใช้ในคราวต่อๆไปได้ด้วย เอ่อ… อีกอย่างผมไม่เรียกตนเองว่านักลงทุน แต่เป็นบล็อกเกอร์ครับ
ต่อไปนี้คือ 26 Check List ที่คุณสามารถนำไปใช้ในการคัดเลือกหุ้น เพื่อส่งเข้าประกวดในตลาดทุนที่ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ถูกต้อง 100% และขอให้จำข้อความที่จะกล่าวต่อไปนี้
-- อย่างไรก็แล้วแต่ สังเกตข้อเท็จจริงอันมีความสำคัญยิ่งนี้ให้ดี ข้อเท็จจริงที่ว่าก็คือ นักลงทุนพันธุ์แท้แทบไม่เคยถูกบังคับให้ขายหุ้นเลยและสามารถจะละเลยราคาหุ้นในปัจจุบันได้ พวกเขาจำเป็นต้องใส่ใจต่อราคาหุ้นและลงมือทำอะไรบางอย่างก็ต่อเมื่อราคาหุ้นอยู่ในระดับสูงพอจนทำให้พวกเขาอยากจะขายหุ้นออกไปเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนผู้ปล่อยให้ตัวเองกังวลต่อการลดลงของมูลค่าหุ้นในพอร์ต จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบของพวกเขาให้กลายเป็นข้อเสียเปรียบ นักลงทุนทั่วๆไปจะได้ประโยชน์มากกว่า หากหุ้นของพวกเขาไม่มีราคาตลาด เนื่องจากพวกเขาจะไม่ต้องรู้สึกกังวลกับวิจารณญาณที่ผิดพลาดของคนอื่นๆ – (จาก The Intelligent Investor)
13 คำถาม ก่อนคิดตัวเลข!!!
1 หุ้นในดวงใจของคุณถูกจัดอยู่ในกลุ่มไหนระหว่าง หุ้นโตไว หุ้นปันผล หุ้นสาธารณูปโภค หุ้นวัฏจักร หุ้นเก็งกำไร หุ้น Turnaround
: หุ้นโตไวหากผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย จะสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างดีเยี่ยม แต่หากหุ้นกลุ่มนี้สร้างผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง ราคาซื้อขายก็จะลงแรงกว่าหุ้นแบบอื่นๆ
: หุ้นที่ให้ปันผลสม่ำเสมอ ราคาซื้อขายจะมีความผันผวนน้อย ส่วนใหญ่ราคาก็มักอิงอยู่กับอัตราการจ่ายเงินปันผล คนที่ลงทุนในกลุ่มนี้จะต้องเข้าใจนิสัยของหุ้น การเก็งกำไรสั้นๆสามารถทำได้ก่อนการประกาศจ่ายเงินปันผล
: หุ้นสาธารณูปโภคมักไม่เป็นที่ต้องการของนักลงทุนแบบมุ่งเน้น เนื่องจากผลการประกอบการคาดเดาได้ไม่ยาก แต่อาจเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนที่แบกรับความเสี่ยงได้น้อย และยังมีเงินปันผลที่น่าพอใจกว่าการฝากเงินในบัญชีออมทรัพย์
: หุ้นวัฏจักรถือเป็นกลุ่มที่สร้างเนื้อสร้างตัวของนักลงทุนแบบมุ่งเน้นนอกจากหุ้นโตไว แต่อาจไม่เหมาะกับนักลงทุนในระยะยาว (ที่ไม่ค่อยขายทำกำไร) คนที่มีความรู้พิเศษจึงเหมาะกับหุ้นประเภทนี้
: หุ้นเก็งกำไร คุณสามารถพบเห็นได้ทุกตลาดทุกสภาพ ความจริงหุ้นทุกตัวมีนักเก็งกำไรหมด แต่ก็อาจจะมีการปั่นหรือไล่ราคาจนเกินมูลค่าพื้นฐาน ความผิดพลาดส่วนใหญ่เกิดจากการเข้าไปเสี่ยงด้วยความคึกคะนอง
: หุ้น Turnaround เป็นความน่าตื่นเต้นของบรรดาผู้รอบรู้ นักลงทุนแบบมุ่งเน้นมักมีความเข้าใจศักยภาพในการทำกำไรของบริษัทเป็นอย่างดี แต่อาจมีเหตุการณ์พิเศษชั่วคราวที่ส่งผลกระทบต่อผลการประกอบการในรอบบัญชี หุ้นกลุ่มนี้อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับหุ้นวัฏจักรได้
2 คุณทราบหรือไม่ว่าไตรมาสแรกและไตรมาสสุดท้ายมักเป็นช่วงพีคของบริษัทจดทะเบียน
เพราะฉะนั้นช่วงโลว์จะเริ่มต้นจากไตรมาสที่สองหลายบริษัทมีผลการประกอบการที่ลดลงเมื่อเทียบกันไตรมาสต่อไตรมาส ราคาซื้อขายก็อาจปรับตัวลดลงเป็นปกติ ประกอบกับมีหลายบริษัทจ่ายเงินปันผลปีละครั้ง โดยมากจะจ่ายในช่วงเดือน มี.ค. และเดือน เม.ย. ดังนั้นในช่วงไตรมาสที่สองจึงไม่มีปัจจัยพิเศษที่ผลักดันราคาหุ้น บางจังหวะก็อาจพบว่าหุ้นมีการปรับฐานอย่างมากในช่วงนี้ หลายคนก็อาจจะอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวในการเก็บหุ้นที่ราคาปรับลงแรงกว่าตลาด
3 ใครคือผู้บริหารของบริษัท ใครคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่
ในแวดวงผู้บริหารย่อมเป็นที่ทราบดีกว่าใครมีความสามารถ ใครมีแนวโน้มบริหารบริษัทเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง/ผู้ถือหุ้น ใครสามารถทำได้อย่างที่พูด นอกจากนี้อาจต้องพิจาณาจากรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ว่าเป็นใคร แล้วลองพิจารณาว่าเขามีความคิดเห็นอย่างไร คล้ายกันกับที่เราคิดหรือไม่ บางคนเป็นเซียนหุ้นที่คนทั่วไปรู้จัก ข้อเท็จจริงนี้ก็อาจทำให้บริษัทมีภาษีทางการลงทุนที่ดีกว่า
4 นโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทเป็นอย่างไร
มีหลายท่านประเมินมูลค่าหุ้น หรือตัดสินใจลงทุนด้วยการพิจารณาการจ่ายเงินปันผลในอดีต ว่ามีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอหรือไม่ บริษัทที่มีการจ่ายเงินปันผลสูงขึ้นโดยเฉลี่ยทุกๆปี ราคาหุ้นก็น่าจะปรับสูงขึ้นทุกๆปีเช่นเดียวกัน และมีความผันผวนของราคาน้อยกว่าบริษัทที่ไม่จ่ายเงินปันผล นอกจากนี้ยังอาจมองได้ว่าบริษัทมีการเจริญเติบโต สามารถสร้างกระแสเงินสดได้อย่างสม่ำเสมอ จึงมีการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง
5 รายได้หลักของบริษัทมาจากไหน รายได้ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าหรือการส่งออก
: หากตรวจสอบจากงบการเงินเฉพาะกิจการ ก็จะทราบได้ว่าบริษัทสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจหลักได้เป็นจำนวนมากน้อยแค่ไหน บางบริษัทมีรายได้พิเศษที่มิได้มาจากธุรกิจหลัก จุดนี้อาจเป็นข้อผิดพลาดของนักลงทุนที่ชอบใช้ EPS คูณกับจำนวนไตรมาสไปตรงๆ เพื่อคำนวณราคาพื้นฐาน
: ก่อนหน้านี้มีการลอยตัวค่าเงิน ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือธุรกิจที่ใช้สกุลเงินดอลล่าร์ โดยปกติก็คือธุรกิจนำเข้า ซึ่งจะต้องนำเงินบาทไปซื้อดอลล่าร์ กลับกันการที่เงินบาทอ่อนจะส่งผลดีกับธุรกิจส่งออก ทีนี้ลองเข้าไปศึกษาลักษณะการหารายได้ของบริษัท ว่ารายได้หลักมาจากการขายในประเทศหรือการส่งออก หากภาวะเศรษฐกิจและค่าเงินผันผวน ก็อาจส่งผลกระทบต่อการควบคุมต้นทุนของบริษัทได้ ผู้บริหารก็อาจนำเหตุผลนี้มาใช้อธิบายประกอบกรณีผลการประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
6 บริษัทมีหนี้สินมากเกินไปหรือไม่ ตัวเลขกำไร (ขาดทุน) สะสมเป็นอย่างไร
นักลงทุนทุกคนต้องการลงทุนในบริษัทที่สร้างผลกำไรได้ต่อเนื่องยาวนาน การมีกำไรสะสมมากๆ บริษัทก็อาจนำเงินส่วนนี้มาจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักลงทุนนักแล
7 ใครคือคู่แข่งของบริษัท บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างไร
: คู่แข่งของบริษัทคือใคร บางอุตสาหกรรมมีการแข่งขันกันทั้งส่วนแบ่งทางการตลาด ราคา และเทคโนโลยี ในบางครั้งเราก็จะพบว่าการแข่งขันนั้นดุเดือดจนอาจส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของบริษัท ซึ่งก็จะทำให้มีบริษัทเล็กๆไม่สามารถอยู่รอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงได้
: ตำราบางเล่มมักแนะนำให้นักลงทุนแบบอนุรักษ์นิยม เลือกลงทุนแต่เฉพาะบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น โดยปกติบริษัทขนาดใหญ่ก็มักจะมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับหนึ่ง มีความได้เปรียบเรื่อง Economy of Scale ซึ่งจะทำให้มีอำนาจต่อรองมากกว่าบริษัทขนาดเล็ก ราคาหุ้นก็มักจะมีความเสถียรสูงกว่า
8 แนวโน้มทางด้านอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร
มีการทำ Research แนวโน้มของอุตสาหกรรมมากมายให้อ่าน บางคนที่ทำธุรกิจก็อาจทราบดีว่าอุตสาหกรรมใดเป็นช่วงขาขึ้น โดยหากเราเลือกอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความนิยม การทำกำไรก็มีโอกาสที่จะไม่ต้องรอนาน นักลงทุนที่เน้นหุ้นวัฏจักรและหุ้น Turnaround สามารถที่จะใช้ประโยชน์จากข้อนี้ได้
9 สินค้าและบริการสามารถแข่งขันราคาได้เอง หรือถูกควบคุมราคา เป็นสินค้าจำเป็นหรือสามารถทดแทนได้ ยอดขายเป็นอย่างไร
ความจริงข้อนี้สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าข้ออื่นๆเลย เพียงแต่บางอย่างเราไม่รู้ บางอย่างคาดเดาได้ยากเช่น ยอดขาย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อเป้าหมาย (รายได้) และสะท้อนออกมายังราคาหุ้น… โดยในระยะหลังๆมานี้ สินค้าและบริการบางอย่างหน่วยงานของรัฐเริ่มปล่อยให้มีการแข่งขันทางด้านราคาได้ มีการควบคุมน้อยลง และจะมีการแทรกแซงราคาบ้างในบางโอกาส แต่สำหรับสินค้าที่เป็นส่วนประกอบของต้นทุนในหลายๆอุตสาหกรรมที่ภาครัฐยังคงมีการควบคุม ช่องทางในการเพิ่มขนาดของรายได้ของบริษัท ก็ต้องพัฒนาไปเป็นรูปแบบอื่นๆ อย่างเช่นการแปรรูปสินค้า สร้างแบรนด์ของตนเอง ตลอดจนปรับปรุงบรรจุภัณฑ์หรือรูปแบบของหีบห่อให้ดูสวยงาม น่าใช้ เป็นต้น
10 หมายเหตุประกอบงบการเงินเป็นอย่างไร บริษัทมีความเสี่ยงทางกฎหมายหรือไม่
: ระเบิดเวลาทางบัญชีมักจะแฝงไว้ในงบการเงิน ผู้สอบบัญชีถือได้ว่ามีส่วนในการช่วยกรองและสรุปข้อมูลที่เป็นสาระสำคัญทางการเงินของบริษัท ความผิดปกติในงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีไม่สามารถชี้แจงรายละเอียด หรือตั้งข้อสงสัยอาจเป็นความไม่ปกติและทำให้งบการเงินถูกมองในแง่ลบในสายตาของนักลงทุนได้
: นอกจากนี้แบบ 56-1 ยังมีส่วนของข้อพิพาททางกฎหมาย โดยผลกระทบอาจส่งผลให้บริษัทต้องตกเป็นจำเลยในศาลและจะต้องชดใช้ค่าเสียหาย หนักหน่อยก็อาจทำให้บริษัทตกเป็นนิติบุคคลที่ศาลมีคำสั่งให้ล้มละลายได้
11 อะไรคือความเสี่ยงของบริษัท
ปกติบริษัทจะมีการสรุปหัวข้อความเสี่ยงไว้ในแบบ 56-1 หากเรามีความเข้าใจความเสี่ยงของบริษัทที่เราลงทุนเป็นอย่างดี ในบางครั้งเมื่อเกิดลักษณะของ Panic Sale อย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหารายได้ของบริษัท เราอาจเรียกการขายเหล่านี้ทำให้ “มีส่วนลด” หรือ Margin of Safety ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนอย่างแท้จริง
12 บริษัทมีเป้าหมายอย่างไรในอีก 5 ปีข้างหน้า
แม้แต่บริษัทก็ยังต้องมีเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายระยะสั้น กลาง หรือในระยะยาว ไม่ต่างไปจากคนเท่าไหร่นัก ลองเปรียบดูว่าหากคุณใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ปล่อยให้โชคชะตาพาไป หาแก่นแท้ไม่ได้ เสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามก็จะลดลง การมีเป้าหมายจะเป็นตัวกระตุ้นหนึ่งที่ทำให้บริษัทมีการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ใช่ย่ำอยู่กับที่ เพราะธุรกิจที่หยุดอยู่กับที่โดยไม่มีการพัฒนาต่อยอด ในท้ายที่สุดก็จะไม่ได้รับความนิยม หรืออาจกลายเป็นธุรกิจธรรมดาๆทั่วไปที่ไม่ค่อยมีใครต้องการลงทุนด้วย
13 ทำไมคุณจึงชอบบริษัทนี้
เวลาคนจ่ายเงินซื้อ อย่างน้อยๆต้องมีเหตุผลที่จะซื้อ หากคุณไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าทำไมคุณจึงชอบบริษัทนี้ คุณก็ไม่ควรจะเข้าไปยุ่งกับมันเสียจะดีกว่า
13 ข้อ ควรระวังก่อนตัดสินใจซื้อ!!!
1 คุณมีการเฉลี่ยตัวเลข EPS ย้อนหลังแล้วหรือไม่
มีหลายท่านนำเอา EPS ในปีที่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรได้เหนือความคาดหมายไปคำนวณราคาหุ้น เขาก็จะได้ราคาหุ้นที่เหนือกว่ามาตรฐาน ซึ่งบางคนก็บอกว่าแพง และถ้ามันแพงจริงๆเมื่อพิจารณาจากปัจจัยต่างๆแล้วหละก็ โอกาสในการทำกำไรย่อมมีน้อยลงเป็นเรื่องธรรมดา จนอาจถึงขั้นขาดทุนเลยก็มี
2 คุณติดนิสัยไล่ซื้อหุ้นที่ราคาปรับขึ้นมาแล้วใช่หรือไม่
หากคุณเป็นพวกกลัวการตกรถ ข้อให้คุณท่องจำไว้ให้ขึ้นใจว่ายิ่งคุณไล่ราคาสูงขึ้นมากเท่าไร กำไรของคุณยิ่งน้อยลงมากขึ้นเท่านั้น มีความผิดหวังมากมายที่เกิดจากการไล่ซื้อเมื่อราคาพุ่งขึ้น อย่างไรก็ตามอาจเป็นข้อยกเว้นหากมูลค่าที่แท้จริงนั้นต่ำกว่าราคาตลาดมาก (เมื่อผ่านการพิจารณาโดยละเอียดถี่ถ้วนแล้ว)
3 บริษัทกำลังเพิ่มทุนอยู่หรือไม่
ยังมีนักลงทุนบางคนคิดว่าการแตกพาร์กับการเพิ่มทุนจะทำให้เขาร่ำรวยมากยิ่งขึ้น เหตุผลในการเพิ่มทุนอาจมีได้หลายเหตุผล ส่วนใหญ่เกิดจากการที่บริษัทตัดสินใจขยายกิจการเป็นหลัก ซึ่งอาจเป็นข้อดี แต่แน่นอนว่าในอนาคตจำนวนหุ้นจะต้องเพิ่มขึ้น เมื่อจำนวนหุ้นเพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้ตัวหารมากขึ้นด้วย โดยปกติก็จะทำให้ราคาหุ้นลดลง อย่างไรก็ตามอาจมีกรณีที่บริษัทต้องการใช้เงินเร่งด่วน หรือขาดสภาพคล่อง และไม่ได้นำมาใช้เพื่อขยายกิจการ แต่นำมาใช้ในการชำระหนี้ ซึ่งเหตุผลอย่างหลังอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้
4 ผู้บริหารกำลังขายหุ้นอยู่หรือไม่
ในอุดมคติของนักลงทุน ผู้บริหารจะต้องบริหารบริษัทเพื่อให้มีผลการประกอบการที่ดี มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามทุกวันนี้ยังมีผู้บริหารที่เป็นทั้งนักบริหารและนักเล่นหุ้น นักลงทุนสามารถตรวจสอบการซื้อขายหุ้น การให้สิทธิ Stock Option ของผู้บริหาร เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาไม่ได้บริหารกิจการเพื่อตัวของเขาเอง และถ้าหุ้นของบริษัทดีจริง เหตุผลใดที่ผู้บริหารเหล่านั้นยังคงขายหุ้นออกอย่างต่อเนื่อง …นักลงทุนเองก็ควรจะต้องทำเช่นนั้นด้วยเหมือนกันมิใช่หรือ
5 เหตุใดจึงจะต้องซื้อที่ P/E เกิน 10 เท่า
เราจะพบว่าหุ้นโตไวและหุ้นวัฎจักรในหลายๆตัว นักลงทุนส่วนใหญ่ให้มูลค่ากันที่ P/E สูงๆ เพราะราคาในปัจจุบันถูกมองว่ายังถูกเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไรในอนาคต หุ้นที่ให้ปันผลสูงก็เช่นเดียวกัน แต่หากหุ้นที่คุณกำลังจะลงทุนไม่มีเรื่องราวของการเติบโต หรือมีแต่จะแย่ลง การซื้อขายที่ P/E สูงๆดูจะไม่สมเหตุสมผลนัก
6 ทำไม P/BV จึงต่ำ
หลายคนอาจแปลกใจว่าทำไมหุ้นบางตัวจึงมีการซื้อขายที่ต่ำกว่า Book Value มาก… เป็นที่เข้าใจว่าหากคุณซื้อหุ้นได้ที่ P/BV ต่ำกว่า 1 ก็เท่ากับว่าคุณลงทุนได้ถูกกว่าเจ้าของ แต่หุ้นบางตัวก็ถูกเรื้อรังมานาน ด้วยในหลายๆเหตุผลเช่น ธรรมาภิบาลของบริษัทไม่ดี ผู้บริหารทำไม่ได้อย่างที่พูด ผลการประกอบการของบริษัททรงตัวมาเป็นระยะเวลานาน ธุรกิจไม่มีเรื่องราวที่น่าสนใจหรือเป็นภาคธุรกิจเก่า เป็นหุ่นที่ไม่มีสภาพคล่อง ราคาที่ซื้อขายไม่มีการเคลื่อนไหว หรือเป็นบริษัทที่ไม่ค่อยจ่ายเงินปันผล หลายๆเหตุผลที่มารวมกันก็อาจทำให้หุ้นดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุน
7 สภาพเศรษฐกิจเป็นอย่างไร
นักลงทุนผู้มากประสบการณ์แนะนำว่าถ้าหุ้นมันถูกก็ซื้อเลย อย่างไรก็ตามหากได้พิจารณาถึงสภาพเศรษฐกิจ ก็จะสามารถทำให้เราทราบได้กว่ามีของถูกกว่านี้อีก สมัยปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารเจริญก้าวหน้าไปมาก บางช่วงบางจังหวะทำให้เกิดการเรียนรู้ว่าการนำสภาพเศรษฐกิจมาพิจารณาประกอบด้วย สามารถช่วยให้นักลงทุนกำหนดจังหวะการเข้าซื้อได้ด้วยต้นทุนที่ “ถูกกว่านี้อีก”
8 มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
เป็นประสบการณ์เฉพาะของแต่ละประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยยังมีหุ้นอิงกับการเมืองอยู่ ปัญหาการคอรัปปั่นจึงเป็นสิ่งที่หาได้ไม่ยากสำหรับการเมืองไทย
9 หากหุ้นตก คุณยินดีที่จะลงทุนเพิ่มใช่ไหม
หากหุ้นตก ที่ปรึกษาของคุณแนะนำให้ “ขาย” อยู่ตลอด คุณก็ไม่ควรใช้ที่ปรึกษาผู้นั้น
10 มีประสบการณ์แย่ๆของนักลงทุนพูดเกี่ยวกับบริษัทหรือไม่
การตลาดแบบปากต่อปากยังถือว่าเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ไม่แพ้ Feedback ที่สามารถหาได้จากเว็ปไซต์ทั่วๆไป
11 เป็นวัฏจักรขาขึ้นหรือขาลงของธุรกิจ
ขาขึ้น ลงทุนอย่างไรก็ได้ ขาลง ลงทุนมีแต่จะเจ๊งกับเจ๊ง
12 ROA, ROE ไม่ต่ำกว่า 10% ใช่ไหม
เกิน 10% ไว้ก่อนดูดีมีราศี
13 คุณทำงานในบริษัทที่คุณจะลงทุนหรือไม่
ป้องกัน Home Bias นั่นเอง
ก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ควรสร้างเป็น Watch List ขึ้นมากับหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป การหาคำตอบจากคำถามทั้ง 26 ข้อ (หลายท่านอาจมีมากกว่านั้น) มีอยู่ในเว็ปไซต์ ข้อมูลวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ จากการสอบถามผู้บริหาร จากการประชุมผู้ถือหุ้น จากฝ่าย IR Google Bloomberg และความรู้สึกของคุณเอง ฯลฯ ซึ่งต้องไม่ลืมว่าบรรดากูรูหุ้นทั้งหลายมักไม่ได้บอกสิ่งที่พวกเขาคิดไว้ทั้งหมด การตัดสินใจควรอยู่บนพื้นฐานจากประสบการณ์ของตนเองมากกว่าคำบอกเล่าของบุคคลที่สาม และหากทั้ง 26 ข้อมีมุมมองเชิงบวกทั้งหมด หุ้นตัวนั้นก็น่าจะเป็นที่ต้องการของนักลงทุนครับ…
Nobody plan to fail but they fail because they don’t plan.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77