พลังแห่ง “จิตใต้สำนึก” (Self Development)
posted on 29 Dec 2010 00:52 by jimair13 in Self-Developmentวัฏจักรหนึ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างรวดเร็ว ก็คือความสม่ำเสมอในการทำสิ่งที่ตนเองเชื่อ บทก่อนมีการเล่าถึงก้าวเล็กๆที่มั่นคง บทนี้จะเป็นการเน้นย้ำความเชื่อและทำให้มีพลังงานในระดับที่สูงขึ้น เราจะเริ่มเข้าสู่การพัฒนาในส่วนของ “จิตใต้สำนึก”
ที่หนึ่งที่คุณต้องคอยระลึกถึงก่อนเริ่มต้น คือการสำรวจ “ความเชื่อ” ด้วยเหตุผลก่อน หลายครั้งคนเรามักเลือกเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นสากล ความเชื่อที่เป็นสากลคือสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ไม่มีใครค้ดค้านได้ เหตุที่ต้องระวังเนื่องจากถ้าคุณมีความเชื่อที่ผิดๆ มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นฝ่ายถูก ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก ยกตัวอย่างเช่น คุณเห็นความเจ็บปวด และความล้มเหลวของผู้อื่นเป็นเรื่องสนุก คุณเห็นความสำเร็จของคนอื่นเป็นสิ่งที่คุณรับไม่ได้ ยิ่งร้ายไปกว่านั้นคือการเห็นความตายเป็นเรื่องสะใจ และทันทีที่คุณมีความเชื่อเช่นใด กฎของความคิดขยายผลย่อมทำให้คุณได้รับในสิ่งที่คุณเชื่อ
หลังจากที่คุณได้ทำการสำรวจความเชื่อมาอย่างดีแล้ว คุณจะต้องตัด “อารมณ์” (กิเลส) ออกจากความเชื่อเหล่านั้น ด้วยการรักษาสติให้อยู่กับความเชื่อนั้นตลอดเวลา เหตุผลเนื่องจากถนนทุกสายที่คุณเลือกเดิน เป็นปกติที่จะต้องมีอุปสรรค …มากน้อยไม่เท่ากัน เมื่อไรที่คุณใช้อารมณ์ส่วนตัว เมื่อนั้นพลังแห่งความเชื่อย่อมลดลง
มีคนกล่าวว่า หากใครฝึกตนเองให้รู้จักการควบคุมพลังของ “จิตใต้สำนึก” ได้ คนผู้นั้นย่อมได้รับทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เขาต้องการ และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆจะสามารถดึงเอาพลังแห่งจิตใต้สำนึกมาใช้ได้อย่างที่ตนเองต้องการ แต่พลังเหล่านี้มักเกิดขึ้นในยามคับขันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ บางคนไม่สามารถหาเหตุผลของพลังงานเหล่านี้ อาจเนื่องมาจากจิตใต้สำนึกไม่ใช่เรื่องของเหตุผล หรืออารมณ์ส่วนตัว แต่มันคือเรื่องของความรู้สึก และเป็นพลังงานที่มองไม่เห็น
บนโลกนี้อาจมีผู้ที่สามารถควบคุมพลังของ “จิตใต้สำนึก” ได้ แต่พวกเขาไม่สามารถแสดงให้คนอื่นเห็นด้วยการ “ตั้งใจแสดงจิตใต้สำนึก” เพราะความตั้งใจบ่อยครั้งมักเป็นเรื่องของความคิด ซึ่งเป็นส่วนของจิตสำนึก อันเกิดจากประสาทสัมผัสทั้งหลาย… แต่จิตใต้สำนึกจะมีความคล้ายกับการจินตนาการ ที่ไม่มีเรื่องของอารมณ์และความต้องการมากกว่า คุณอาจจะเคยมีไอเดียดีๆ เกิดขึ้นในระหว่างที่คุณกำลังอาบน้ำ หรือกำลังพักผ่อนในที่เงียบๆคนเดียว สิ่งนั้นใกล้เคียงกับจิตใต้สำนึกมาก หรืออาจเรียกได้ว่าใช่ นักแสดงบางคนมีความจำเป็นต้องใช้สารบางอย่างในการทำให้ความสามารถในการควบคุมเหตุผลลดลง เขาจึงจะสามารถสร้างผลงานที่ดีที่สุดได้ บางคนสามารถค้นพบกับความลับเหล่านี้ทันทีที่พวกเขาหยุดคิด และปล่อยให้ความรู้สึกเป็นตัวขับเคลื่อนแทน
คนที่พอมีความสามารถควบคุมพลังแห่งจิตใต้สำนึกได้ พวกเขาเหล่านี้จะไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะไม่มองเห็นปัญหา (ปัญหาเป็นสิ่งที่ความคิดของเราก่อตัวขึ้นเอง และคิดว่าเป็นปัญหา อันเป็นจิตสำนึก และเป็นสิ่งที่เราสร้างมโนภาพ หรือนิยามขึ้นเอง) พวกเขาสามารถทำงานต่างๆได้ ในขณะที่คนอื่น “กลัว” (ความกลัวก็คือความคิดที่เราสมมติว่าเป็นสิ่งที่ต้องกลัว เป็นมโนภาพส่วนตน สิ่งๆเดียวกันคนหนึ่งกลัว และอีกคนหนึ่งอาจไม่มีความกลัวก็ได้ ตัวอย่างเช่นความมืด) คนที่บรรลุการควบคุมพลังแห่งจิตใต้สำนึกได้ในระดับสูง พวกเขาทราบดีว่าแม้ร่างกายของตนจะจากโลกไปพร้อมกับความคิด แต่พลังแห่งจิตใต้สำนึกนั้นไม่ตายตามไปด้วย พลังยังคงมีอยู่ และอาจสืบทอดไปยังคนรุ่นต่อๆไปได้ อย่างเช่นกลุ่มพลังงานของพระพุทธเจ้า (ผมอาจใช้คำไม่ถูก) เราเหมือนจะได้รับพลังงานบางอย่าง ในทุกๆครั้งที่ระลึกถึงท่าน เป็นต้น
เรื่องราวของพลังแห่ง “จิตใต้สำนึก” เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับโลกของฝั่งตะวันออก เพราะเป็นสิ่งที่เป็นสากลเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หรือการพัฒนาทางเทคโนโลยี แตกต่างกับฝั่งตะวันตก ที่ใช้ความพยายามในการให้ “เหตุผล” “การทดลองทางวิทยาศาสตร์” “การบันทึกสถิติ” เพื่อจะค้นพบกับ “ความลับ” บางอย่าง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คนเหล่านี้มักจะได้ทราบความจริง ณ เวลาก่อนลมหายใจสุดท้ายอยู่เสมอ และพวกก็เขาจะจากโลกนี้ไปพร้อมๆกับความคิด ที่ไม่ใช่พลังงานแห่งจิตใต้สำนึก…
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77
ที่หนึ่งที่คุณต้องคอยระลึกถึงก่อนเริ่มต้น คือการสำรวจ “ความเชื่อ” ด้วยเหตุผลก่อน หลายครั้งคนเรามักเลือกเชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นสากล ความเชื่อที่เป็นสากลคือสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ไม่มีใครค้ดค้านได้ เหตุที่ต้องระวังเนื่องจากถ้าคุณมีความเชื่อที่ผิดๆ มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณเป็นฝ่ายถูก ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก ยกตัวอย่างเช่น คุณเห็นความเจ็บปวด และความล้มเหลวของผู้อื่นเป็นเรื่องสนุก คุณเห็นความสำเร็จของคนอื่นเป็นสิ่งที่คุณรับไม่ได้ ยิ่งร้ายไปกว่านั้นคือการเห็นความตายเป็นเรื่องสะใจ และทันทีที่คุณมีความเชื่อเช่นใด กฎของความคิดขยายผลย่อมทำให้คุณได้รับในสิ่งที่คุณเชื่อ
หลังจากที่คุณได้ทำการสำรวจความเชื่อมาอย่างดีแล้ว คุณจะต้องตัด “อารมณ์” (กิเลส) ออกจากความเชื่อเหล่านั้น ด้วยการรักษาสติให้อยู่กับความเชื่อนั้นตลอดเวลา เหตุผลเนื่องจากถนนทุกสายที่คุณเลือกเดิน เป็นปกติที่จะต้องมีอุปสรรค …มากน้อยไม่เท่ากัน เมื่อไรที่คุณใช้อารมณ์ส่วนตัว เมื่อนั้นพลังแห่งความเชื่อย่อมลดลง
มีคนกล่าวว่า หากใครฝึกตนเองให้รู้จักการควบคุมพลังของ “จิตใต้สำนึก” ได้ คนผู้นั้นย่อมได้รับทุกสิ่งทุกอย่างตามที่เขาต้องการ และไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆจะสามารถดึงเอาพลังแห่งจิตใต้สำนึกมาใช้ได้อย่างที่ตนเองต้องการ แต่พลังเหล่านี้มักเกิดขึ้นในยามคับขันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ บางคนไม่สามารถหาเหตุผลของพลังงานเหล่านี้ อาจเนื่องมาจากจิตใต้สำนึกไม่ใช่เรื่องของเหตุผล หรืออารมณ์ส่วนตัว แต่มันคือเรื่องของความรู้สึก และเป็นพลังงานที่มองไม่เห็น
บนโลกนี้อาจมีผู้ที่สามารถควบคุมพลังของ “จิตใต้สำนึก” ได้ แต่พวกเขาไม่สามารถแสดงให้คนอื่นเห็นด้วยการ “ตั้งใจแสดงจิตใต้สำนึก” เพราะความตั้งใจบ่อยครั้งมักเป็นเรื่องของความคิด ซึ่งเป็นส่วนของจิตสำนึก อันเกิดจากประสาทสัมผัสทั้งหลาย… แต่จิตใต้สำนึกจะมีความคล้ายกับการจินตนาการ ที่ไม่มีเรื่องของอารมณ์และความต้องการมากกว่า คุณอาจจะเคยมีไอเดียดีๆ เกิดขึ้นในระหว่างที่คุณกำลังอาบน้ำ หรือกำลังพักผ่อนในที่เงียบๆคนเดียว สิ่งนั้นใกล้เคียงกับจิตใต้สำนึกมาก หรืออาจเรียกได้ว่าใช่ นักแสดงบางคนมีความจำเป็นต้องใช้สารบางอย่างในการทำให้ความสามารถในการควบคุมเหตุผลลดลง เขาจึงจะสามารถสร้างผลงานที่ดีที่สุดได้ บางคนสามารถค้นพบกับความลับเหล่านี้ทันทีที่พวกเขาหยุดคิด และปล่อยให้ความรู้สึกเป็นตัวขับเคลื่อนแทน
คนที่พอมีความสามารถควบคุมพลังแห่งจิตใต้สำนึกได้ พวกเขาเหล่านี้จะไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะไม่มองเห็นปัญหา (ปัญหาเป็นสิ่งที่ความคิดของเราก่อตัวขึ้นเอง และคิดว่าเป็นปัญหา อันเป็นจิตสำนึก และเป็นสิ่งที่เราสร้างมโนภาพ หรือนิยามขึ้นเอง) พวกเขาสามารถทำงานต่างๆได้ ในขณะที่คนอื่น “กลัว” (ความกลัวก็คือความคิดที่เราสมมติว่าเป็นสิ่งที่ต้องกลัว เป็นมโนภาพส่วนตน สิ่งๆเดียวกันคนหนึ่งกลัว และอีกคนหนึ่งอาจไม่มีความกลัวก็ได้ ตัวอย่างเช่นความมืด) คนที่บรรลุการควบคุมพลังแห่งจิตใต้สำนึกได้ในระดับสูง พวกเขาทราบดีว่าแม้ร่างกายของตนจะจากโลกไปพร้อมกับความคิด แต่พลังแห่งจิตใต้สำนึกนั้นไม่ตายตามไปด้วย พลังยังคงมีอยู่ และอาจสืบทอดไปยังคนรุ่นต่อๆไปได้ อย่างเช่นกลุ่มพลังงานของพระพุทธเจ้า (ผมอาจใช้คำไม่ถูก) เราเหมือนจะได้รับพลังงานบางอย่าง ในทุกๆครั้งที่ระลึกถึงท่าน เป็นต้น
เรื่องราวของพลังแห่ง “จิตใต้สำนึก” เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับโลกของฝั่งตะวันออก เพราะเป็นสิ่งที่เป็นสากลเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา หรือการพัฒนาทางเทคโนโลยี แตกต่างกับฝั่งตะวันตก ที่ใช้ความพยายามในการให้ “เหตุผล” “การทดลองทางวิทยาศาสตร์” “การบันทึกสถิติ” เพื่อจะค้นพบกับ “ความลับ” บางอย่าง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คนเหล่านี้มักจะได้ทราบความจริง ณ เวลาก่อนลมหายใจสุดท้ายอยู่เสมอ และพวกก็เขาจะจากโลกนี้ไปพร้อมๆกับความคิด ที่ไม่ใช่พลังงานแห่งจิตใต้สำนึก…
If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
กุศล บัวใหญ่ 081-4310257, 080-6344447
MSN : jimair13_@hotmail.com
BB : 222AEB77

tidarat.p@cpd.vg
ขอบคุณมากค่ะ
ธิดารัตน์ 086-5664997
#1 By tidarat (202.93.52.70) on 2011-09-23 14:02