“ปรัชญาทั้งหมด ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อนำเราไปสู่การค้นพบ” ส่วนนี้เป็นคำพูดที่ นโปเลียน ฮิลล์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Master Key To Riches ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมอ่านซ้ำมากที่สุด แต่ไม่เคยมีการแนะนำเหมือนหนังสือเล่มอื่นๆ ผมพบว่ามีอะไรบางอย่างที่กล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ ที่เป็นสากล คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา…
 
 
ความสำเร็จมันดียังไง แล้วทำไมเราจึงต้องสำเร็จ ผมถือว่ามันเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของชีวิต เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วจะต้องมีอะไรที่สำเร็จอย่างน้อยๆ ซักเรื่อง หลายคนเมื่อเริ่มเข้าสู่ภาวะเวลาที่สำคัญ ก็มักจะต้องการความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิต

ประเด็นก็คือ บางครั้งเรายึดติดกับความสำเร็จมากเกินไป จนไม่รู้ว่าอะไรคือความสำเร็จที่แท้จริง หลายคนจึงคิดว่าความสำเร็จคือจุดสุดท้ายที่ต้องไปให้ถึง ต้องสละความสะดวกสบาย ต้องสละเวลาส่วนหนึ่งมาใช้สร้างความสำเร็จ และสละอะไรอีกหลายๆ อย่างเพื่อความสำเร็จ

และเมื่อเราเลือกที่จะทำเพื่อความสำเร็จ โดยใช้วิธีสละความสุข ความสบาย แต่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จึงเกิดอาการตีกลับ ผิดหวัง ท้อแท้ หมดเรี่ยวแรง และล้มเลิกไปในที่สุด

ผมได้ใช้เวลาทดลองอะไรบางอย่าง และค้นพบว่าปรัชญาทั้งหมด ได้ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อนำเราไปสู่การค้นพบจริงๆ แต่จะต้องใช้เวลา และใช้ประสบการณ์มากพอสมควร กว่าจะพบปรัชญาที่นำมาใช้ได้จริงกับตัวเรา และอาจรวมถึงผู้อื่นด้วย

เมื่อพูดถึงความสำเร็จภายหลังที่ค้นพบ กลับกลายเป็นว่าความสำเร็จไม่ใช่จุดสุดท้าย แต่ความสำเร็จมีลักษณะคล้ายการเดินทาง ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่แค่ชั่วคืน ไม่ใช่แค่ข้ามวัน แต่มันใช้เวลาเป็นปีๆ และความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนเองมี ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนเองเป็น แต่ความสำเร็จคือคุณค่า ที่เราได้มอบให้แก่ผู้อื่นต่างหาก
 
 
คุณก็เช่นเดียวกัน ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องละทิ้งอะไรบางอย่างเพื่อความสำเร็จบางอย่าง แต่คุณสามารถสำเร็จได้ทุกอย่าง ถ้ามี “ทัศนคติ” ที่ถูกต้อง โดยคุณอาจจะสามารถค้นพบมันหรือไม่ก็ได้ ซึ่งถ้าหากคุณเข้าใจถึงปรัชญาแห่งความสำเร็จอย่างแท้จริง คุณจะไม่มีอาการตีกลับแบบคนธรรมดาทั่วไป …อย่างแน่นอน

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
หลายคนมีความคิดว่าการมีเงินเดือนสูงๆ ยิ่งสูงมากเท่าใด ชีวิตยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น โดยไม่แคร์ว่างานของตน คืออะไร ถ้าให้เงินสูง ตนก็พร้อมที่จะถวายชีวิตเพื่อทำงานนั้น …หากผมเป็นนายจ้าง ผมอาจชอบคนแบบนี้ก็ได้ ถ้าเขาเก่งจริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงจุดที่เงินเดือนอิ่มตัว ความรับผิดชอบมักจะไม่อิ่มตัวตาม บ่อยครั้งคนที่ทำงานในลักษณะดังกล่าวจะไม่มีความสุข เพราะเวลาชีวิตของตนถูกใช้ไปกับการทำงาน แทนที่จะเป็นการใช้ชีวิตอย่างสมดุล ดังนั้นปัญหาหลักๆ ของมนุษย์จึงมีอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องเงิน และเวลา

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
งานที่รับรายได้เป็นเงินเดือน งานนั้นเลือกที่จะพรากเวลาชีวิตไปพร้อมกับหน้าที่ และความรับผิดชอบอยู่เสมอ หลายคนกว่าจะรู้สึกตัวอีกที ก็พบว่าปลายสุดท้ายของบันได ไม่ใช่สิ่งที่ตนเอง “ต้องการ”

ผมไม่ต้องการสรุปว่า เงินเดือนสูงๆ คู่ควรกับคนที่สามารถจัดการกับความรับผิดชอบที่มากมายได้เท่านั้น แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงเหล่านี้ ความเครียด ปัญหาสุขภาพ เวลาที่จำกัด คือปัญหาของลูกจ้างเงินเดือนสูงแทบทั้งสิ้น

เมื่อแต่ละคนไม่กล้าไปอยู่จุดที่สูงกว่า เงินเดือนก็ไม่กล้าถูกจ่ายให้กับคนประเภทนี้ด้วยเช่นกัน ไม่มีนายจ้างผู้ใดจ่ายเงินเดือนในระดับแสนบาทให้กับผู้ที่ใช้ความรู้ระดับประถมทำงานหรอก เว้นแต่จะอาศัยสายสัมพันธ์ส่วนตัว ก็เป็นอีกเรื่องนึง

เพราะปัญหาเรื่องเงิน และเวลาดังกล่าว เราจึงต้องเลือกอะไรที่ “ดีกว่า” ทำ หากใครเตรียมตัวได้รวดเร็ว ผู้นั้นก็จะได้เปรียบกว่า ทางเลือกมีอะไรบ้างนอกจากงานประจำ หลักๆ คงหนีไม่พ้นการลงทุนในทรัพย์สินงอกเงย หรือการเป็นผู้ประกอบการ

คุณเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ผลกำไร ย่อมดีกว่าค่าจ้าง” ไหม?
คำว่า “ดีกว่า” ในที่นี้ คือวิธีแก้ปัญหาเรื่องของเงิน และเวลานั่นเอง

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
การลงทุนนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นการแก้ไขปัญหาของ “ตนเอง” ส่วนการเป็นผู้ประกอบการ ส่วนมากมักเป็นการแก้ไขปัญหาของ “ผู้อื่น” เพราะฉะนั้นคุณต้องเรียนรู้วิธีคิดของงานแต่ละประเภทให้ดี คุณจึงจะสามารถสร้างผลกำไรจากงานอื่นๆ ที่มิใช่งานประจำได้

นอกจากนี้ คุณอาจเห็นความพิเศษระหว่าง การลงทุน และการเป็นผู้ประกอบการได้อย่างหนึ่ง คือทัศนคติที่มีต่อความผิดพลาด ความล้มเหลว …การลงทุนนั้น ต้องการความผิดพลาด และความล้มเหลวน้อยที่สุด เราจึงต้องมีทั้งความรู้ และรู้จักวิธีการควบคุม [ความเสี่ยง] ส่วนการเป็นผู้ประกอบการ ไม่มีอะไรจะสำเร็จเท่ากับการเพิ่มปริมาณความผิดพลาด และความล้มเหลว

ดังนั้น ถ้าหากคุณคิดว่าเวลาทั้งชีวิต คุณเลือกที่จะใช้เงินเดือนวัดความสำเร็จ ก็อาจจะต้องคิดใหม่ เพราะคุณจำเป็นต้องรักษาระดับความเครียด สุขภาพ และเวลา ให้เกิดความสมดุลต่อชีวิต และคนรอบข้างให้ได้มากที่สุดครับ

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
พิมพ์เขียวทางการเงินถือว่าเป็นรูปแบบ หรือเค้าโครง ให้ผู้ที่เลือกใช้สามารถกำหนดภารกิจที่ตนต้องทำ ต้องเรียนรู้วิธีคิดแบบไหน นอกจากนี้ยังสอนให้รู้จักวิธีจัดการกับปัญหา การควบคุมและการพัฒนาตนเอง และยังเป็นการช่วยย่นระยะเวลาไปสู่เป้าหมายทางการเงินให้สั้นลงได้…

อย่างไรก็ตาม การเลือก Blueprint ที่ไม่เหมาะสม หรือไม่รู้จักวิธีใช้ อาจทำให้เกิด “ความขัดแย้ง” ทางความคิดขึ้น ตัวอย่างเช่น คุณเลือก Blueprint ของนักลงทุน ในขณะเดียวกันคุณก็เลือก Blueprint ของนักบวช คำถามก็คือ ทั้ง 2 Blueprint นี้เขาสอนว่าไว้อย่างไร?

วันหนึ่ง Investor Blueprint อาจสอนคุณว่าทำอย่างไรให้ได้ผลตอบแทนที่ดี พูดตรงๆ คือทำอย่างไรให้ได้เงินมากๆ ในขณะเดียวกัน Priest Blueprint อาจสอนคุณว่าอย่าทุ่มเทเวลาหาเงินมากเกินไป เพราะจะทำให้คุณเกิดความทุกข์

ความจริง Blueprint ทั้ง 2 แบบ ไม่ผิดในแบบที่เขาสอน เพราะ “ใช้วิธีคิด” ต่างกัน ผู้ที่เคร่ง Blueprint ของนักบวช บางครั้งมองเงินคือ “ความทุกข์” คือทุกข์ที่ต้องหาเงิน ดังนั้น ผู้ที่ใช้ Blueprint ของนักบวช จะเกิดความทุกข์เมื่อใช้ความพยายามในการหาเงินมากเกินไป ซึ่ง Blueprint ของนักลงทุน จะไม่กล่าวถึงว่าการหาเงิน คือความทุกข์ แต่อาจสอนว่าอย่าโลภแทน

ประเด็นมันอยู่ที่ว่า ทั้ง 2 Blueprint ให้แนวคิดต่างกันจริงๆ หรือ? และเราจะนำไปใช้ร่วมกันได้หรือไม่?

คำตอบคือ “ได้” เนื่องจาก Investor Blueprint ให้แนวทางเกี่ยวกับ “ความสามารถทางการลงทุน” ส่วน Priest Blueprint ให้แนวทางเดียวกับ “ความสามารถในการควบคุม [ความต้องการ]” คนที่มี Blueprint ทั้งสองแบบ จึงอาจมีความทุกข์น้อยกว่ามีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

เราทราบว่า ทุกศาสนาสอนให้ทุกคน “เป็นคนดี” แต่ไม่ได้สอนให้ทุกคนหาเงิน ดังนั้น คุณจึงต้องแยกแยะให้ออก ว่าคุณจะใช Blueprint ไหน เพื่อวัตถุประสงค์ใด ซึ่งจะช่วยลดความสับสนทางความคิดได้บ้าง

อย่าลืมว่า “การหาเงิน” ไม่ใช่ “ความทุกข์” แต่ “ความทุกข์” คือ “การทำไม่ดี” เพราะฉะนั้นหากคุณใช้วิธีการหาเงินที่ดี -ต้องไม่เป็นทุกข์-

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่

พัฒนา “ระบบ” (Money Machine)

posted on 15 Jan 2012 13:10 by jimair13  in Money-Machine
เรื่องราวในตอนนี้ เหมาะสำหรับผู้กำลังทำธุรกิจส่วนตัว (ทุนน้อย) ที่มีความคิด ต้องการขยายขนาดของธุรกิจของตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้น เหตุผลที่ต้องขยายธุรกิจในที่นี้มีเพียง 2 ประการคือ 1 เพื่อความอยู่รอด และ 2 เพื่อความเติบโต …

ความเข้าใจ Self-Employed และ Entrepreneur (Business Owner)
หากทั้งสองคำเป็นการทำธุรกิจเหมือนกัน ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองคำนี้ก็คือ Self-Employed ไม่มี “วิธีสืบทอดธุรกิจ”

และวิธีสืบทอดธุรกิจ ก็คือ “ระบบ” ที่เรากำลังใช้ความพยายามทำอยู่ทุกวันนี้

ถ้าใครเคยศึกษาธุรกิจเครือข่าย ย่อมได้เรียนรู้กับคำว่า -ระบบ- มาเป็นอย่างดี หรืออ่านหนังสือที่เกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ทุกๆ คนล้วนมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาระบบทั้งสิ้น

หากเราสังเกตระบบให้ดี ก็จะทราบว่าต้องมีการเข้าร่วม มีการเรียนรู้ และมีการลงมือทำ ระบบที่ดีจะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ผู้ร่วมทำงาน สามารถเข้าร่วม เรียนรู้ และลงมือทำ ได้อย่าง -อัตโนมัติ- มากที่สุด

และระบบ ก็ยังมีอยู่ 2 แบบ คือระบบเปิด และระบบปิด ซึ่งระบบเปิด จะมีการเปิดรับผู้ร่วมงานที่หลากหลายช่องทาง ส่วนใหญ่มักใช้เครื่องมือทางการตลาด Marketing ส่วนระบบปิด มักเป็นการอาศัยสายสัมพันธ์ที่ดีทางธุรกิจ หรืออาจเป็นการคัดเลือกบุคลากรผ่านทางฝ่ายบุคคล เป็นต้น

ประเด็นสำคัญของระบบ หากใครขาดปัจจัยที่จะอธิบายดังต่อไปนี้ จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จได้ยาก
1 สร้างทัศนคติ
2 สร้างผู้นำ
3 ความรับผิดชอบองค์กร
4 การสร้างยอด
5 รายได้

และสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับแรกเรียงจากความสำคัญมากไปน้อย คือ 1 > 5

1 สร้างทัศนคติ (Attitude)
สิ่งที่จะต้องตอบให้ได้ คือการมีทัศนคติอย่างไร จึงจะเป็น “สิ่งที่ถูกต้อง”

สิ่งที่ถูกต้อง คือการศึกษาจากบุคคลต้นแบบ ศึกษาความคิดบวก ศึกษาธรรมะ และนำความคิดเหล่านั้นมาแชร์ หรือแบ่งปันความรู้ให้แก่ผู้ร่วมงาน

[ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Attitude, Self Development, Positive Thinking, Law of Attraction, Millionaire Mind, Miracle of Giving]

2 สร้างผู้นำ (Leadership)
ผู้นำ คือผู้เปลี่ยนแปลง ในโลกของเราต้องการคนที่มีความเป็นผู้นำ เหตุผลที่ต้องการก็เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงต้องมีการ “ปรับตัว” และบุคคลผู้ที่จะทำให้มีการปรับตัวได้ ก็คือบุคคลผู้ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

[ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Leadership, Change, Try, Practical, Time Management, Respect, The Unlimited Power, Inspiration]

3 ความรับผิดชอบองค์กร (Organization)
การแบ่งความรับผิดชอบในองค์กร เป็นสิ่งที่ต้องใช้ใจ ใช้ความรัก ใช้การเสียสะ และการอุทิศตนต่องาน หลายสิ่งหลายอย่างเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ “สามัญสำนึก” …ต่อให้องค์กรมีคนเก่ง มีคนที่มีความสามารถมากเท่าใด หากขาดสามัญสำนึกต่อความรับผิดชอบที่ดี ย่อมทำให้การทำงานเป็นทีมไม่ประสบความสำเร็จ

[ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Team, Teamwork, Entrepreneur, Team Goal, Focus]

4 การสร้างยอด (Volume)
เป็นการลงมือภาคปฏิบัติในการสร้างรายได้ หลักๆ ก็จะเป็นการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางของการตลาด (Marketing) ซึ่งเป็นพาหนะช่วยนำทางไปสู่เป้าหมาย นอกจากนี้ยังต้องเรียนรู้เกี่ยวกับความต้องการของลูกค้า และการดูแลลูกค้าอย่างถูกต้องด้วย

[ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Marketing, Customer, Creative, Humility, Reputation]

5 รายได้ (Earning)
หากระบบใดสามารถถูกพัฒนาได้ครบทั้ง 4 ประการ รายได้จะเป็นสิ่งสุดท้ายที่ได้จากการมีระบบที่ดี และการเรียนรู้เกี่ยวกับรายได้ สิ่งที่จะต้องแชร์ให้กับเพื่อนร่วมงานก็คือ “การรู้จักรอ”

ข้อสรุปของการพัฒนาระบบ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัย “ประสบการณ์” มากกว่า “ความรู้” (แต่ต้องมีทั้งสองอย่าง) เนื่องจากต้องมีการ -ลงมือทำอย่างยาวนาน- นั่นเอง…

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่

เรียนนอกตำรา (Money Machine)

posted on 14 Jan 2012 01:57 by jimair13  in Money-Machine
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถสื่อถึงกันได้เพียงแค่เสี้ยววินาที คนที่สามารถนำข้อมูลที่ถูกต้องไปใช้ได้ทันที จะสามารถไปถึงจุดหมายทางการเงินได้รวดเร็วกว่าผู้ที่ยังคงพยายามลองผิดลองถูก คุณเห็นด้วยไหม…

ตำราที่เราเรียนในสถานศึกษา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องราวทางวิชาการที่มีประโยชน์ก็จริง แต่กว่าที่นักเรียนนักศึกษาจะนำสิ่งที่เรียนออกมาใช้ บางทีพวกเขาอาจคืนความรู้ทั้งหลายให้แก่ผู้สอน ณ วันที่เขาเริ่มต้นเรียนจบ!!!

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?
จงพิจารณาประโยคที่ว่า “สิ่งใดมิได้ถูกนำออกมาใช้ สิ่งนั้นย่อมสูญสลายไปตามกาลเวลา” เป็นสิ่งที่ผมอยากให้ผู้อ่าน …ตั้งใจอ่านทวนอีกหลายๆ ครั้ง

ใครที่เคยสอนลูกว่า ให้ตั้งใจเรียนหนังสือ เรียนให้ได้เกรดดีๆ เพื่อจะได้มีงานดีๆ ทำ “เงินเดือนสูงๆ” …ประโยคหลังฟังดูไม่น่ามีอะไรผิด เพราะพ่อแม่ผมก็สอนไว้แบบนั้นเช่นกัน แต่ก็น่าคิด

ชีวิตคนส่วนใหญ่เป็นชีวิตที่มีแบบ ซึ่งแบบที่คนส่วนใหญ่ทำนั้น มักเป็นแบบที่ไม่ถูกทำโดยบุคคลที่ประสบความสำเร็จ นั่นจึงทำให้คนส่วนใหญ่คิด และทำในแบบที่คนไม่สำเร็จเขาทำกัน

เรานั้นอยากให้ผู้อื่นทำอะไร ในขณะที่ตอนเด็กๆ บางครั้งตนเองก็ไม่เคยทำอะไรในแบบที่แนะนำในปัจจุบัน ด้วยความคิดที่เป็นแบบนี้เอง จึงทำให้ชีวิตในวัยเด็กส่วนใหญ่ จึงถูกจำกัดกรอบความคิดไว้เพียงแค่ ให้เรียนสูงๆ เพื่อ “เงินเดือนสูงๆ”


สิ่งที่อยู่ในตำราเรียน บ่อยครั้งมักไม่ได้ถูกนำออกมาใช้กับการทำงาน และทำให้ความรู้ในตำราถูกลืมไป เนื่องจากหลายคนเลือกงานที่มี “เงินเดือนสูงๆ” แทนที่จะทำงานที่ตนเองรัก หรือมีความใฝ่ฝันอยากจะทำ

อย่างไรก็ตาม ยังมีแหล่งที่เราสามารถเรียนรู้ ซึ่งเป็น Street School ที่เกิดจากวิวัฒนาการและเทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูลที่รวดเร็ว ทำให้สามารถเรียนรู้ในขณะที่ทำงานไปพร้อมๆ กันได้ และเราเรียกวิธีการเรียนรู้ดังกล่าวว่า “การเรียนนอกตำรา”

คิโยซากิ กล่าวว่า การเรียนในโรงเรียนนั้น เราไม่สามารถที่จะเลือกครูเองได้ และที่สำคัญคือครูในโรงเรียน มักไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จทางการเงินจริง แต่เขาอาจเรียนจบมาทางสายการเงินโดยเฉพาะ สิ่งนี้เองจึงทำให้การเรียนนอกตำรา เป็นข้อดีที่เราจะสามารถเลือกต้นแบบที่เหมาะสมกับอาชีพของเราที่ทำอยู่ ณ ปัจจุบันได้

ท่านผู้อ่านครับ ถ้าคุณต้องการรวย แต่ไม่ทำงานที่ทำให้รวย ทำอย่างไรก็ไม่รวย ใช่หรือไม่? …ถ้าคุณวางแผนว่าจะเกษียณก่อนอายุ 40 ด้วยการมีเงินเก็บอย่างต่ำๆ 10 ล้านบาท …งานประจำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เหมาะสมกับคุณ

บางทีคุณอาจจะลดขนาดของความฝันลง เหลือเงินเก็บเพียง 1 ล้านบาท ก็ไม่แน่ว่าจะได้ เพราะถ้าคุณมีบ้าน รถยนต์ ภรรยา มีลูก มีความเจ็บป่วย มีอุบัติเหตุ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงิน การวางแผนเพื่อเงินเก็บเพียง 1 ล้านบาท ดูออกจะมีความเสี่ยงเกินไป

 
เพราะฉะนั้น ในขณะที่คุณวางแผนเพื่ออนาคตของตนเอง ของคนที่คุณรัก การเรียนรู้นอกตำราจะช่วยนำทางให้คุณไปสู่เป้าหมายทางด้านการเงินและเวลาได้อย่างถูกต้อง โดยใช้เวลาที่สั้นกว่า และตรงตามเป้าหมายในแต่ละอาชีพ ในแต่ละสาขาที่คุณเลือกทำงานครับ

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. – กุศล บัวใหญ่
คุณรู้ว่าการเริ่มต้นทำอะไรบางอย่างใหม่ๆ คุณจะต้องเริ่มนับหนึ่ง บางคนคนอาจเริ่มที่ศูนย์ สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความใหม่ของคุณ ถือว่าไม่ใช่สิ่งที่เราเรียกว่าเป็น “มืออาชีพ” อย่างไรก็ตาม คิโยซากิ ชอบที่จะแนะนำคนของเขา ให้เลือกเส้นทางของการเป็นผู้ประกอบการ หรือไม่ก็นักลงทุน…
   การเป็นลูกจ้าง ในสายตาของคิโยซากิ ไม่ใช่สิ่งที่เขารังเกียจ อย่าเข้าใจผิด เพียงแต่เขามองเห็นวิธีคิดแบบลูกจ้าง ว่าเป็นการใช้ระยะเวลาไปสู่อิสรภาพทางการเงินที่ยาวนานกว่า ส่วนการเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว อาจไม่ตอบโจทย์ในเรื่องของการมีรายได้แบบ Passive Income

เมื่อเขาเลือกที่จะแนะนำคนให้มาทางฝั่งขวาของเงินสี่ด้าน (ผู้ประกอบการ, นักลงทุน) คิโยซากิ มักเตือนถึงความเสี่ยงทางฝั่งขวา โดยเฉพาะการเป็นผู้ประกอบการ บางครั้งคุณอาจไม่สามารถทำเงินได้เลยจากฝั่งนี้ แต่คุณจะได้เรียนรู้วิธีคิดที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิต
 
 
 
คิโยซากิ เป็นคนฉลาดในเรื่องของการอ่านเกมส์การเงิน เขาเลือกเฉพาะแต่เกมส์ที่เขาถนัด และพยายามเลี่ยงเกมส์ที่เขาไม่มีความรู้เพียงพอ โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมืออาชีพในการบริหารเงินลงทุน เขาจึงทุ่มเวลาส่วนใหญ่ให้กับการเป็นผู้ประกอบการ

กลับมาต่อเกี่ยวกับความเสี่ยง เด็กแรกเกิดนั้น เมื่อเริ่มต้นยังเดินไม่เป็น (แต่คลานเป็น) ถึงแม้จะพอมีความรับรู้ว่าจะต้องเดินอย่างไร แต่พอปฏิบัติก็มักล้มอยู่เสมอๆ ตัวอย่างนี้เปรียบเทียบให้เห็นการเริ่มต้นลองสิ่งใหม่ๆ ที่มีความเสี่ยง (เสี่ยงที่จะล้ม) โดยในแต่ละครั้งที่เราเสี่ยง เราก็มักจะมีคนอย่างน้อยหนึ่งคนที่ดูแลเรา พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่เลี้ยง หรือเพื่อนบ้าน ความรักและการดูแลเอาใจใส่ย่อมแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามคนเหล่านี้ที่มีดี ก็คือเขาเดินเป็น และเดินเป็นมาก่อนเรา แต่จะเดินไปสู่จุดหมายปลายทางใด แต่ละคนก็ยังแตกต่างกันอีก
 
ประเด็นคือ หนทางในการเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินนั้น มีหลากหลายเส้นทางให้เลือก และหลายคนเลือกที่จะเดินตามรอยเท้าคนที่สำเร็จ และในระหว่างนั้น อาจมีความคิดใดความคิดหนึ่งเกิดขึ้น เช่น ความห่างไกลจากความสำเร็จ ทำแล้วได้ผลลัพธ์ไม่เหมือนที่คนสำเร็จทำ ลงมือทำไปแล้วไม่ชอบไม่ใช่สิ่งที่ตนรัก ความคิดเหล่านี้มักเกิดกับคนที่ทำแล้วไม่ได้เงิน จึงทำให้พวกเขารู้สึกท้อแท้ และหมดหวัง บางคนเริ่มหาเหตุผลเพื่อแก้ตัว โทษสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ตนไม่สำเร็จ บ่นถึงความยากลำบาก ความไม่พร้อม ฐานะทางการเงิน ไม่มีเวลา จนกระทั่งเป็นเหตุให้ตนต้องเลิกล้มความตั้งใจ สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยง เสี่ยงที่จะเสียทั้งเงินและเวลา และบางครั้งอาจทำให้เสียสติ

อย่างไรก็ตามในทุกๆ ครั้งที่เสี่ยง หากมองลึกลงไปให้ดี เราก็จะพบว่า เราได้เรียนรู้บางสิ่ง เป็นไปได้ทั้งสิ่งที่คาดหมายได้ว่าอาจจะเกิดขึ้น และสิ่งที่ไม่เคยคาดหมายว่าจะเกิดขึ้น หากคุณคิดถึงคำแนะนำของ คิโยซากิ ที่ว่า “คุณจะได้เรียนรู้วิธีคิดที่มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อการดำเนินชีวิต” และมันก็จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
 
 
บางครั้งเราจึงต้องเสี่ยง เสี่ยงเพื่อประโยชน์ เสี่ยงเพื่อคุณค่า เพราะถ้าไม่เคยล้มเหลว …คุณจะไม่รู้ว่า “ทำอย่างไรไม่ให้ล้มเหลว” และคุณค่าของการทำพลาด คือการได้สอนตนเองว่า “อย่าพยายามกระทำผิดซ้ำ” การเลี่ยงที่จะเสี่ยง อาจทำให้เราไม่ได้เรียนรู้เลยว่าคุณค่าของชีวิตเรานั้น คืออะไร ชีวิตของเราสุดท้าย… จะไปยังจุดไหน และทำไมชีวิตที่เกิดมา จึงต้องเสี่ยงลงมือทำอะไรบ้างเพื่อความสำเร็จ

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
ผมคิดถึงคำที่สำคัญอยู่สองคำ คือคำว่า “ความหวัง” กับคำว่า “ความฝัน” สองคำนี้มีความเกี่ยวข้องกับ “จินตนาการ” คล้ายๆ กัน ที่ต่างกันคือ นอกจากจะเขียนต่างกันแล้ว ความหวัง มักเป็นเรื่องของความคาดหวัง การคาดการณ์ ความอยาก และความต้องการ ส่วนความฝัน มักเป็นเรื่องของการมี การครอบครอง และความสุข …

จากที่ได้ติดตามแนวทางของการพัฒนาตนเอง หลายคนเลือกที่จะใช้คำว่า ความฝัน บ่อยกว่า ความหวัง เป็นเพราะอะไร เหตุผลที่ใช้อธิบายคือ เรามักจะมีใช้ ความหวัง กับเรื่องนอกตัว Outside และเราจะใช้ ความฝัน กับเรื่องในตัว Inside

ตัวอย่างเช่น
หากพูดเกี่ยวกับความฝัน คุณจะนึกถึงแต่ตัวคุณ คุณจะนึกถึงแต่ความฝันที่เป็นของคุณ ความฝันที่ทำให้คุณมีความสุข มีน้อยมากที่คุณต้องการทราบความฝันของผู้อื่น

แต่หากพูดเกี่ยวกับความหวัง นอกจากเรื่องของคุณเองแล้ว คุณอาจหวัง หรือมีความต้องการให้ผู้อื่นเหล่านั้นทำอะไรให้แก่คุณ คนที่คุณรัก คุณมักมีความหวังให้เขาเลือกรักคุณ แต่คุณจะไม่คิดว่าเขามีความฝันอยากที่จะรักคุณหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบในทางจิตของ ความหวัง จึงรุนแรงกว่า การที่เขาไม่รักคุณ คุณจึงผิดหวัง แต่คุณจะไม่มีคำว่า “ผิดฝัน”
 

คนที่พัฒนาตน จึงมักใช้ความฝันแทนความหวัง เพราะความทรงจำดีๆ แม้จะเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่ก็สร้างใหม่ได้เสมอ…

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn.
การสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมาเอง ทำเพื่ออะไร?

เป็นไปได้ว่าสภาพแวดล้อมที่คุณอยู่ ไม่มีใครคิดแบบคุณ หรือคุณอาจคิดต่างไปจากคนอื่นๆ เช่น คุณอยู่ในสภาพสังคมที่มีแต่ความวุ่นวาย แต่คุณจำต้องอยู่กับมัน คุณทราบว่าหลายๆ คนมีทัศนคติลบ และคุณต้องใช้ชีวิตอยู่กับทัศนคติเหล่านั้น

เมื่อคุณเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้ก็คือ “การเปลี่ยนตนเอง”

การเปลี่ยนตนเอง เป็นการเปลี่ยนที่ทัศนคติ เปลี่ยนที่ความเชื่อ หรือรับเอาความเชื่อใหม่ๆ โดยการสร้างสภาพแวดล้อมให้ปรับตัวเข้าหาคุณ คุณอาจจะใช้วิธีพูดกับคนที่มีความคิดคล้ายๆ กัน เขียนข้อความแบบที่ผมทำอยู่ หรือไม่ก็ตะโกนออกไปให้คนอื่นๆ ได้ยินว่าคุณคิดอะไร หากคุณเชื่อว่า “ความคิดมีแรงดึงดูด” สภาพแวดล้อมที่คิดแบบเดียวกับคุณ จะเข้ามาหาคุณเอง จะปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาอยู่ร่วมกับคุณ

ผลลัพธ์จากการเปลี่ยนตนเอง จะทำให้คุณสามารถกำหนดสภาพแวดล้อมได้ในแบบที่คุณต้องการ บางคนเรียกวิธีการเปลี่ยนความเชื่อเหล่านี้ว่า “การสะกดจิต” บางคนว่าเป็น “บุพเพสันนิวาส” …
หากสังเกตผู้ประสบความสำเร็จทุกท่าน เคยสงสัยไหมว่าเขาดูไม่ต่างอะไรจากคนทั่วไป คือเป็นคนธรรมดาเหมือนกับเรา บางคนไม่มีแขนขา บางคนไม่มีตา บางคนไม่สวยไม่หล่อ แต่ทำไมเขาสำเร็จได้ หรือเพราะเขามี “การวางแผน” …


 
 
หลายคนคงเคยสอบถามเขาเหล่านั้นมาด้วยตนเอง และบ่อยครั้งมักพบคำตอบว่า “ไม่มีเทคนิค แต่…” ประเด็นมันอยู่ที่ “แต่…” อะไร เขามักไม่ได้พูดออกมาทั้งหมด เพราะถ้าให้พูดเรื่องราวทั้งหมดได้ คุณต้องเป็นคนที่พิเศษจริงๆ เขาจึงจะให้เวลากับคุณ …ดังนั้น เราจึงได้แต่อ่านหนังสือที่พวกเขาแต่ง

ในโลกนี้ สุดยอดคนที่สังเกตการวางแผน โดยตีแตกประเด็นของคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักได้ยินชื่อของ นโปเลียน ฮิลล์ Napoleon Hill หากใครอ่านหนังสือของท่านนโปเลียน จะรู้ว่ามัน “ไม่เคยตกยุค” คือสามารถเอาไปปรับใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย และรู้สึกสดใหม่อยู่เสมอเมื่อได้อ่านซ้ำ

สรุปสั้นๆ เพื่อเอาเวลาจากผู้อ่านน้อยที่สุด คนที่สำเร็จนั้น เพราะพวกเขามีแผนการ “อยู่ในสมอง” ของเขาแล้ว สิ่งที่เหลือก็แค่ “ปฏิบัติ” และที่สำคัญคือ “ปฏิบัติมากกว่าคนอื่นๆ”

บางทีสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ก็คือสิ่งที่คนสำเร็จทำเช่นกัน เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่ความมหัศจรรย์เกิดขึ้นเท่านั้น
“คนที่เกือบสำเร็จ” มักขาดสิ่งเหล่านี้อยู่ในแผน
1 ความอุตสาหะ
2 ใจ

ถ้าในหัวของคุณจะต้องใส่แผนอะไรบางอย่างลงไปในสมอง สิ่งที่ต้องทำนอกเหนือจากการปฏิบัติ ก็คือใส่ “ความอุตสาหะ” และใส่ “ใจ” ลงไปด้วย
 
 
คนที่มีความรู้ในระดับสูง (แต่ขาดข้อ 1-2) กับ คนที่มีความอุตสาหะบวกใจรัก ในระยะยาวแล้ว คนกลุ่มหลังมักเป็นบุคคลผู้ประสบความสำเร็จ และถ้าจะถามว่าพวกเขามีเทคนิคอย่างไร คุณอาจจะได้รับคำตอบว่า “ไม่มีเทคนิค แต่…” ก็ได้ครับ : )

If you are on fire, people will come from miles to watch you burn. - กุศล บัวใหญ่
“ปาฏิหาริย์แห่งการให้” เป็นหนังสือ E-book ให้ดาวน์โหลดอ่านฟรี โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี
 
 
เป็นหนังสือเล่มแรกของปี 2555 ที่ผมได้อ่าน และคิดว่าสั้นกระชับ ตรงประเด็นสำหรับการให้ ในลักษณะของการให้เปล่า ซึ่งในสังคมทุกวันนี้เรากำลังละเลยคุณค่าของการให้โดยมิหวังผลตอบแทน…

ตัวอย่าง
<ปาฏิหาริย์แห่งการให้ หน้า 28 – พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี>
“อย่ารอให้เกิดเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมาก่อน แล้วจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์”

ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการพัฒนาตนเองมาพอสมควร ผมจึงพอรู้ว่าทำไมตนเองจึงมีความสุข เพราะในเล่มท่านว่าไว้ว่า

“การให้” เป็นเรื่องที่ใหญ่และสำคัญมาก
ถ้าเราทุกคนเป็น บุคคลแห่งการให้
เราจะเป็นคนที่มีความสุขมาก

แต่ถ้าเราเป็นบุคคลที่คิดจะกอบโกย
เราจะเป็นคนที่มีความทุกข์มาก

หลักของการให้นั้น ยิ่งให้ยิ่งได้ ยิ่งหวงยิ่งหาย

ดาวน์โหลด คลิ๊กที่ลิ้งค์นี้ครับ  ปาฏิหาริย์แห่งการให้
เครดิต http://www.ebooks.in.th คลังหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทย “ในมือคุณ”